วันอังคารที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ปัญหาสำคัญของการเมืองไทย




ปัญหาสำคัญทางการเมืองการปกครองของไทย


๖.๑  ปัญหาสำคัญทางการเมืองการปกครองของไทย 

ปัญหาสำคัญทางการเมืองการปกครองของประเทศไทย  คงอยู่ที่การเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตย  ซึ่งต้องยอมรับว่าในความเป็นจริง  ยังมีคนไทยอีกเป็นจำนวนมากที่ขาดความเข้าใจในความรู้ต่อกฎ กติการวมไปถึงกระบวนการทางการเมืองของระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง  โดยเฉพาะเรื่องการใช้สิทธิในการเลือกตั้ง  ยังมีพลเมืองอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังคงนอนหลับทับสิทธิ์  ทั้งที่เป็นการเลือกตั้งระดับชาติหรือระดับท้องถิ่น  ยังคงมีการรับอามิสสินจ้างหรือสิ่งตอบแทนจากการไปลงคะแนนเสียง  ที่จริงถ้าจะอธิบายให้ชัดเจนการเมืองไทยมีลักษณะดังเช่นที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งพระองค์ท่านเคยบันทึกในหนังสือ“Democracy in Siam”  พอจับใจความ ตอนหนึ่งว่า “ถ้ามีการยอมรับกันว่าวันใดวันหนึ่งเราอาจจะต้องถูกบังคับให้มีประชาธิปไตยแบบใดแบบหนึ่งในประเทศสยาม เราต้องเตรียมตัวของเราอย่างค่อยเป็นค่อยไป  เราจะต้องเรียนรู้และให้การศึกษาแก่ตัวของเราเอง  เราจะต้องเรียนและทดลองเพื่อจะได้รู้ว่าระบอบการปกครองแบบรัฐสภาจะดำเนินไปได้อย่างไรในประเทศสยาม  เราจะต้องพยายามให้การศึกษาแก่ประชาชน เพื่อที่จะให้ประชาชนมีความสำนึกทางการเมือง ที่จะตระหนักถึงผลประโยชน์อันแท้จริงเหล่านี้ ( ของพวกเขา) เพื่อที่ประชาชนจะได้ไม่ถูกชักนำไปโดยพวกนักปลุกระดม หรือพวกที่ฝันหวานถึงพระอาริย์  ถ้าเราจะต้องมีรัฐสภา เราจะต้องสอนประชาชนว่า จะออกเสียงอย่างไรและจะเลือกผู้แทนที่มีจิตใจฝักใฝ่กับผลประโยชน์ของพวกเขา อย่างแท้จริงอย่างไร.....มันจะเป็นการดีกว่าแน่นอน  สำหรับประชาชนที่เริ่มต้นด้วยการควบคุมกิจการท้องถิ่น ก่อนที่พวกเขาพยายามที่จะควบคุมกิจการของรัฐสภาโดยผ่านทางสภา  ข้าพเจ้าเชื่ออย่างจริงใจว่าถ้าการปฏิรูปเกล่านี้ ได้เริ่มใช้อย่างค่อยเป็นค่อยไปเช่นวิธีนี้  การปกครองระบอบประชาธิปไตย สามารถนำมาใช้ได้โดยไม่มีผลเสียมากนักถ้าการทดลองนี้ล้มเหลวในทุกขั้นตอนเมื่อนั้นจึงจะเป็นไปได้ที่จะจูงใจให้ประชาชนเชื่อได้ว่า  ประชาธิปไตยเป็นไปไม่ได้สำหรับประเทศสยาม  อันตรายอยู่ที่ความไม่อดทน” จากพระราชบันทึกดังกล่าวจะเห็นว่า  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานแนวทางให้การเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตย เกิดความพร้อมในประเทศไทยโดยเฉพาะความพร้อมในเรื่องของตัวประชาชนจะต้องเข้าใจหลักการ  จะต้องเรียนรู้หลักการของการปกครองแบบประชาธิปไตย  จะต้องเข้าใจกระบวนการอันเป็นหัวใจสำคัญ ของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง การเมืองการปกครองของประเทศไทยที่ผ่านมา ๗๐  กว่าปี มีบทเรียนหลายอย่างที่สอนเราคนไทยให้ประจักษ์แก่สายตา ดังจะนำเสนอให้เห็นในปัญหาสำคัญทางการเมืองการปกครองของไทยในอดีตและปัญหาสำคัญทางการเมืองการปกครองของไทยในปัจจุบัน  ดังนี้คือ



๖.๑.๑  ปัญหาสำคัญทางการเมืองการปกครองของไทยในอดีต
                นับตั้งแต่มีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย  ในปีพ.ศ.  ๒๔๗๕  นั้น  จนถึงขณะนี้เราพัฒนาระบบการเมืองในรูปแบบนี้มา  ๗๔  ปี  เป็นช่วงระยะที่ไม่ยาวนานในการพัฒนาและเกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ มากมายไม่ว่าจะเป็นการปฏิวัติรัฐประหารการสับเปลี่ยน กันขึ้นสู่อำนาจทั้งที่ชอบธรรมและขาดความชอบธรรม  มีการเลือกตั้งทั้งที่พยายามหาวิธีการและรูปแบบต่างๆเพื่อให้เกิดความชอบธรรมหลากหลายวิธี แต่ก็ยังไม่เคยปรากฏว่ามีรัฐบาลชุดใดที่สามารถอยู่ได้ครบวาระมักจะเกิดเหตุการณ์ยุบสภาบ่อยครั้งมากในสังคมประชาธิปไตยแบบไทยๆ จนกระทั้งนักวิชาการและผู้รักบ้านเมืองทั้งหลายออกมาสร้างกระแสเรื่อง การปฏิรูปการเมืองซึ่ง ธีรยุทธ บุญมีอธิบายเรื่องจุดเปลี่ยนทางการเมืองอาจสรุปได้  ๓  ยุค  คือ
                ๑.  ประชาธิปไตยยุคการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕  เป้าหมายการต่อสู้ทางการเมืองในยุคนี้คือ เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย  คนกลุ่มที่ต่อสู้ผลักดันก็คือ  คณะข้าราชการ  ทหารและพลเรือน  นำโดยอาจารย์ปรีดี  พนมยงค์ และพลเอกพหลพลหยุหเสนา และผลจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้ประเทศไทยได้การปกครองแบบประชาธิปไตยเป็นครั้งคราวสลับกับ ระบอบเผด็จการทหาร คุณูปการของการเปลี่ยนแปลง  ในปีพ.ศ. ๒๔๗๕  ก็คือ  ทำให้ประเทศเข้าสู่วิถีการปกครองแบบประชาธิปไตยเป็นครั้งแรก  แต่เนื่องจากประเทศไทยยังขาดฐานทางเศรษฐกิจสมัยใหม่และชนชั้นกลางผู้คนจึงมองประชาธิปไตย สิทธิและเสรีภาพ  เป็นเพียงสิ่งซึ่งประสิทธิ์ประสาทหรือเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญเฉยๆ โดยไม่เกี่ยวพันเป็นผลประโยชน์ในชีวิตประจำวันแต่อย่างใดส่งผลให้กลุ่มข้าราชการซึ่งมีทั้งความรู้ ฐานะ  และอำนาจมากที่สุดมนสังคมก้าวมาสู่อำนาจอย่างรวดเร็วคณะข้าราชการทหารพลเรือนมีอำนาจครอบงำทางเศรษฐกิจ การเมืองเป็นช่วงเวลายาวนานที่ทางสังคม-รัฐศาสตร์เรียกว่า ระบอบอำมาตยาธิปไตยเกิดเป็นความล้าหลังและความตึงเครียด  จึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองขึ้นอีกครั้ง
          ๒.  ยุคประชาธิปไตยประชาชน ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖  เป้าหมายคือ การต่อต้านคัดค้าน ระบบเผด็จการทหาร  เพื่อให้ได้การปกครองประชาธิปไตยแบบที่มีการเลือกตั้ง  พลังสำคัญที่ผลักดันคือ  นักศึกษา  ปัญญาชน  ทำให้เราได้รัฐบาลมาจากระบบรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งเป็นส่วนใหญ่  คุณประโยชน์ของเหตุการณ์  ๑๔  ตุลาคม พ.ศ.  ๒๕๑๖  ก็คือปลดเปลื้องธุรกิจต่างๆทั้งท้องถิ่นและระดับชาติให้พ้นจากการครอบงำของทหารและข้าราชการ  ทำให้เศรษฐกิจพัฒนาตัวเองให้เติบโตทันสมัยในอีกด้านหนึ่งช่วยสร้างสำนึกประชาธิปไตยของคนไทยเพิ่มมากขึ้น และทำให้เกิดระบบพรรคการเมือง  และการเลือกตั้งถูกครอบงำเกือบสิ้นเชิงโดยนักการเมือง  ผู้ทรงอิทธิพลท้องถิ่น  และกลุ่มทุนขนาดใหญ่ต่างๆ เกิดปัญหาซื้อเสียง  คอรัปชั่นโกงกิน   เพื่อถอนทุน  การฉ้อฉลอำนาจ  ไม่ฟังเสียงประชาชนเพราะนักการเมืองซื้อเสียงเข้ามาได้
                ๓.  ยุคของการปฏิรูปการเมืองคือตั้งแต่เหตุการณ์ พฤษภาคม  ๒๖๓๕  จนมาถึงปัจจุบันซึ่งอาจจะถือว่า สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคปฏิรูปการเมืองมุ่งหวังจะแก้ปัญหาความไม่ชอบธรรมของระบบการเมืองที่เกิดจากการซื้อเสียงและการคอรัปชั่นโกงกิน การปฏิรูปการเมือง จึงเป็นปรากฎการณ์ทางการเมืองที่น่าสนใจ ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองไปอย่างมากด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
๓.๑ จะเป็นช่วงที่มีการถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์แบบแผนเก่าๆ     ที่เคยยึดกันมาทั้งการ
บริหารการปกครอง  กฎหมาย  บทบาทหน้าที่ของแต่ละกลุ่มแต่ละสังคมอย่างกว้างขวาง  ซึ่งจะเป็นผลดีระยะยาวของประเทศไทย
๓.๒ จะมีการปรับเปลี่ยนท่าทีของกลุ่มการเมืองต่างๆ  กองทัพ  วุฒิสมาชิกจะมีทัศนคติ
เปิดกว้างมากขึ้น  ยอมรับการปฏิรูป  สาเหตุสำคัญเป็นเพราะว่าแม้กองทัพ  วุฒิสมาชิกจะมีความคิดอนุรักษ์นิยมเป็นพื้นฐานแต่ความคิดอนุรักษ์ก็ไม่ต้องการเห็นช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยที่กว้างเกินไป เพราะจะนำมาซึ่งความไม่มีเสถียรภาพและการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงมาก  (แต่พวกต้องการแก้ปัญหาเด็ดขาดก็ยังมีอยู่)จึงมีโอกาสเกิดพันธมิตรระหว่างนักศึกษาปัญญาชน  กองทัพ  วุฒิสมาชิก  กดดันนักการเมืองให้มีการปฏิรูปมากขึ้น  ดังแสดงในตาราง  ๖.๑

ประชาธิป
ไตย

๓ยุค



ปัญหาและเป้าหมาย

พลังผลักดันการเปลี่ยนแปลง


วิธีการ

ปัญหาที่ตามมาภายหลัง
ยุค ๒๔๗๕

เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบ
สมบูรณาญาสิทธิราชย์
มาเป็นประชาธิปไตย
-ข้าราชการ
-พลเรือนและ
กองทัพ
ยึดอำนาจ
ระบอบเผด็จการทหาร
ยุค
๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖
เพื่อล้มเผด็จการทหารและสร้างประชาธิปไตยในระบอบรัฐสภาและการเลือกตั้ง
-นักศึกษา
-ปัญญาชนและมวลชนชั้นล่าง
ชุมนุมประท้วง

-ระบบพรรคการเมืองแบบอิทธิพลท้องถิ่น
-กลุ่มทุนขนาดใหญ่
-การซื้อเสียงและการคอรัปชั่น
ยุคปฏิรูปการเมือง  พฤษภา
คม๒๕๓๕ - ปัจจุบัน
-เพื่อปฏิรูประบอบการเมืองที่ล้าสมัยให้ทันสมัย
-ลดการคอรัปชั่น ซื้อเสียง
-การสร้างวินัยและกรอบคุณธรรมให้นักการเมือง
-ปัญญาชน
-นักศึกษา
-นักธุรกิจ
-ทหาร
-วุฒิสภา
๑. แก้ไขรัฐธรรมนูญตามแนวทางของConstitutionalism
๒.  สร้างองค์ความรู้ในแนวทางใหม่ๆสร้างเหตุผลให้เกิดขึ้น  Cognitivism
๓. เพิ่มแรงกดดันทางสังคม Civic  movement  or  populism
ถ้าปฏิรูปขอไปทีชนชั้นนำทางการเมืองและธุรกิจจะฉกฉวยประโยชน์จากความอ่อนแอของกติกาในสังคมอย่างไม่รับผิดชอบไม่มีความละอายมากยิ่งขึ้นช่องว่างของคนจนกับคนรวยจะเพิ่มมากขึ้นสังคมจะสูญเสียมโนธรรม รวมทั้งโอกาสที่ประเทศจะก้าวหน้าและประชาชนจะพ้นความจนอย่างไม่มีวันหวนคืน
ตาราง   ๖.๑   แสดงเรื่องจุดแห่งการปฏิรูปการเมือง
ที่มา        ธีรยุทร    บุญมี.  ปรัชญาแห่งการปฏิรูปการเมือง. กรุงเทพมหานคร  :  วัลยา
            สำนักพิมพ์ ,  ๒๕๔๐, หน้า  ๑๖.  
๖.๑.๒  ปัญหาสำคัญทางการเมืองการปกครองของไทยในปัจจุบัน
สภาพปัญหาทางการเมืองการปกครองในปัจจุบันจะต้องมีการแก้ไขปัญหาทางการเมือง
การปกครองอย่างเร่งด่วน   นับตั้งแต่ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย  จนถึงปัจจุบันได้พัฒนาในทางที่ดีขึ้น  แต่เป็นเพียงรูปแบบเท่านั้น เพราะเห็นได้โดยหลัก  ๓  ประการที่ยังปฏิบัติไม่สมบูรณ์ คือ  ๑.  ทางการเมืองประชาชนยังไม่มีสิทธิ์มีเสียงมากนัก  ๒.  ทางด้านเศรษฐกิจประชาชนก็ถูกลิดรอนจากรัฐบาล  รวมทั้งกลุ่มอิทธิพล  เช่น  การยึดที่ดินที่เดิมเป็นของประชาชนแต่เดิมให้เป็นป่า  ส่งผลให้ประชาชนเดือดร้อนและขาดรายได้  ๓.  ด้านสังคมที่เกิดความไม่เท่าเทียมกันยึดเอาคนที่มีเงินที่ยศเป็นบุคคลที่สูง...” ส่วนนายอุทัย  พิมพ์ใจชน  อดีตประธานรัฐสภาให้แนวคิดว่า  ”......ความจริงแล้วการเมืองไทยในอดีตเป็นการเมืองที่ล้มเหลวไปทุกๆ เรื่อง  อาจจะเป็นเพราะจุดหนึ่งมาจากผู้ที่เข้ามาเป็นฝ่ายบริหารอยู่ในลักษณะรัฐบาลผสม  พรรคร่วมรัฐบาลจะต้องเกรงอกเกรงใจกัน  พรรคขนาดใหญ่ก็ไม่สามารถผลักดันนโยบายของตัวเองได้  เนื่องจากอำนาจต่อรองระหว่างพรรคร่วมมีสูงมาก  การเลือกตั้งในแต่ละครั้งล้วนมีการโกงการเลือกตั้ง  ซื้อเสียงและข่มขู่  ทำให้ประชาชนเจ้าของคะแนนเสียงที่แท้จริงไม่สามารถออกมาลงคะแนนได้  พอมีการปฏิรูปการเมืองเห็นได้ชัดเจนว่าในการเลือกตั้งมีการเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิงแม้จะมีนักการเมืองเก่าๆ ติดยึดในลีลาแบบเดิมก็ถูก กกต.เล่นงานได้ชะงัด..” จะเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มีการตั้งองค์กรอิสระหลายองค์กรทำหน้าที่ดูแลและตรวจสอบการทำหน้าที่ เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่ดินรัฐสภา แต่องค์กรอิสระเหล่านี้ก็ยังทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์นัก เช่น  คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติก็โดนศาลพิพากษา ให้มีความผิดเรื่องขอเงินให้กับกลุ่มตัวเองพรรคพวกตนเอง ต้องมีการสรรหากันใหม่ ตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินไปจนถึงขั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยตามคำแนะนำของวุฒิสภา ก็ยังมีปัญหาเรื่องการแต่งตั้งผู้ว่าไม่ถูกกฎหมาย องค์กรอิสระที่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนทำหน้าที่ของตนยังไม่สมบูรณ์ รัฐบาลซึ่งเลือกตั้งสองครั้งได้คะแนนเสียงจากประชาชนมากมาย โดยเฉพาะครั้งที่สองที่มีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๘ มีพรรคที่ได้คะแนนมากจัดตั้งรัฐบาลและทำนโยบายตอนหาเสียงเป็นนโยบายรัฐ มีโครงการที่สำคัญหลายอย่างเช่น ๓๐ บาทรักษาทุกโรค โครงการกองทุนหมู่บ้าน โครงการโคล้านตัว โครงการ SML อื่นๆอีกมากมาย ในขณะที่คะแนนเสียงของ รัฐบาลมีมากถึง ๓๗๕ เสียงฝ่ายค้านมีเพียง ๑๒๕  เวลาจะตรวจสอบเรื่องใดๆ ก็ไม่สามารถทำได้มากนัก สื่อทำหน้าที่เสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมาบางครั้งก็ถูกระงับจนสื่อที่ออกมามีความเป็นสื่อด้วยตนเองหรือไม่ ในแง่เศรษฐกิจด้วยภาวะน้ำมันแพง วิกฤตไข้หวัดนก ลำไยถูก ลองกองถูกผลผลิตทางการเกษตรในชาติเสียหาย ภัยธรรมชาติ สินามิ เหล่านี้เป็นตัวแปรที่จะในการนำมาวิเคราะห์ทั้งสิ้น จากที่กล่าวมาข้างต้นการเมืองในปัจจุบันจึงมีฐานแนวคิดจากการปฏิรูปการเมือง
ในหัวข้อต่อไปนี้จะเป็นพื้นฐานให้นักศึกษาสามารถศึกษาการเมืองการปกครองของไทยได้เข้าใจยิ่งขึ้น คือศึกษาเรื่องการปฏิรูปการเมืองเพื่อเข้าใจแนวในการวิเคราะห์ปัญหาทางการเมืองในปัจจุบัน  ซึ่งในเรื่องดังกล่าวจะอธิบายถึงการปฏิรูปการเมือง  การมีวิถีชีวิตแบบประชาธิปไตยและการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยเรียงตามหัวข้อดังต่อไปนี้
๑.  การปฏิรูปการเมือง

                ๑.๑  เหตุจำเป็นที่ต้องมีการปฏิรูปการเมือง
                มีผู้ให้เหตุจำเป็นในการปฏิรูปการเมืองไว้ต่างๆ กันส่วนใหญ่มองว่า  “การเมืองมาถึงทางตัน” คือ มีการซื้อเสียงนำไปสู่การคอรัปชั่นเพื่อถอนทุน  นำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหารและอาจนำไปสู่วิกฤตการนองเลือดอีก  คณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย  ( คพป. ) ได้สรุปเหตุผลไว้อย่างน้อย  ๘  ประการคือ  การใช้เงินซื้อเสียง  การผูกขาดการเมือง  คนดีหนีการเมือง  การคอรัปชั่น  เผด็จการโดยรัฐสภา การไร้เสถียรภาพทางการเมือง สภาวะขาดผู้นำทางการเมืองฝ่ายนิติบัญญัติ  ฝ่ายบริหารไร้ประสิทธิภาพ  เป็นต้น แต่ถ้ามองเชิงสังคมวิทยาการเมืองอาจจำแนกเป็นปัญหาหลักๆ  ๓  ประเด็น  คือ
๑.๑.๑ โครงสร้างรื้อรังของประเทศ   คือ  ความยากจนในชนบท  ความเสื่อมโทรมของ
ทรัพยากรสภาพแวดล้อม  ความล่มสลายผุกร่อนของสถาบันทางสังคมหลายอย่าง  เช่น ครอบครัว  ศาสนา  ไม่ได้รับการแก้ไข
๑.๑.๒ โครงสร้างสังคมส่วนใหญ่เป็นระบบอุปถัมภ์เอื้อต่อระบบอำนาจนิยม  และการซื้อ
เสียงระบบการเมืองเราจึงมีลักษณะ เป็นการร่วมมือกันระหว่างผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่   ในการซื้อเสียงเพื่อแย่งชิงกันเข้าไปบริหารประเทศ
                ๑.๑.๓ ระบบการเมืองและข้าราชการล้าหลังภาคเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก  ก่อให้เกิดปัญหาตึงเครียดสองลักษณะคือ ประการแรกเศรษฐกิจประเทศที่เติบใหญ่ทำให้เกิดผลประโยชน์มหาศาลในหลายๆ ด้าน  ขณะเดียวกันลักษณะการเมืองก็มีการเปลี่ยนแปลงคือ  อำนาจการจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากรของประเทศเปลี่ยนมือจากกลุ่มทหารและข้าราชการ มาเป็นกลุ่มนักการเมืองที่มีกลุ่มธุรกิจหนุนหลัง  (  แต่ถึงที่สุดเป็นการร่วมมือกันทั้ง  สามฝ่ายคือ  ข้าราชการ  นักการเมือง  และกลุ่มธุรกิจต่างๆ  )  ทำให้เกิดการคอรัปชั่น  การใช้อำนาจไม่เป็นธรรม  ส่งผลให้สถาบันต่างๆ ของสังคมไทยที่เคยเป็นหลักยึด  เช่น  สถาบันการเงิน  สถาบันยุติธรรมเรรวน  และประการที่สองคือ เศรษฐกิจของประเทศผูกติดกับเศรษฐกิจโลก  จึงต้องปรับโครงสร้าง เช่น  สินค้า  เทคโนโลยีไปตามกระแสโลกและต้องพึ่งพาเงินทุนต่างประเทศอย่างเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นสิ่งจำเป็นในเรื่องหัวเลี้ยวหัวต่อทางเศรษฐกิจ ก็คือ  เครดิตและความเชื่อถือจากต่างประเทศ ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง  คือ  ความน่าเชื่อถือและเป็นธรรมของสถาบันทางการเงินของประเทศ  การบริหารการคลังที่มีประสิทธิภาพมีลำดับความสำคัญก่อนหลัง  โดยเฉพาะที่เอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจและวิสัยทัศน์  ความสามารถจัดการทางเศรษฐกิจของผู้นำทางการเมือง  ประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างเต็มตัว  มักมีปัญหาหมิ่นเหม่ในการรักษาสมดุลหลายๆ อย่าง  เช่น  ผลต่างการออม  การลงทุน  การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดหรือดุลชำระเงิน
                นักการเมืองทีผูกติดกับประโยชน์ท้องถิ่น  กลุ่มผลประโยชน์ของตนเอง  จะทำให้วินัยการเงินการคลังเสียหายมีการบริหารงบประมาณที่ไร้ประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง ถ้าไม่มีการปฏิรูปเพื่อสร้างแรงถ่วงดุลจากสังคมมากพอเศรษฐกิจประเทศไทยจะเสียหายร้ายแรงมากกว่านี้  เงื่อนไขความยากจน  ความเลื่อมล้ำที่เรื้อรังจะผลักดันให้คนจนในชนบทจำนวนหนึ่งรวมทั้งกลุ่ม  NGO  เข้าร่วมในการปฏิรูป เงื่อนไขการขาดความชอบธรรมจากการซื้อเสียงและการคอรัปชั่นจะเป็นแรงผลักดันให้ประชาชนทั่วไป  นักวิชาการปัญญาชน  รวมทั้งทหารและวุฒิสมาชิกเห็นด้วยกับการปฏิรูปการเมืองในที่สุด
                วิกฤตทางเศรษฐกิจจะทำให้ชนชั้นกลางและนักธุรกิจร่วมสนับสนุนการปฏิรูปแต่คนกลุ่มนี้มักมองประโยชน์ในระยะสั้น  และอาจทำให้พลังสนับสนุนในการปฏิรูปไม่สม่ำเสมอ  และจะหยุดถ้าเศรษฐกิจหรือตลาดหุ้นเริ่มฟื้นตัว อย่างไรก็ตามความเห็นจากคนกลุ่มนี้จะมีน้ำหนักมากสำหรับสังคมปัจจุบัน
                ๑.๒  ความเข้าใจหลัก  “ รัฐธรรมนูญนิยม”  และการแก้กฎหมาย  มาตรา ๒๑๑  การปฏิรูปการเมืองนั้นเริ่มหลังพฤษภาคม ๒๕๓๕ โดยผู้จุดประกายคนแรกคือ ร.ต.ฉลาด  วรฉัตร  เรียกร้องให้มีการร่างรัฐธรรมนูญโดยประชาชน อันเป็นแนวคิดที่เน้นความสำคัญของประชาชน  ต่อมา  ดร.อมร  จันทรสมบูรณ์  ได้เสนอแนวคิด“รัฐธรรมนูญนิยม” (  constitutionalism  )  อาศัย  มาตรา  ๒๑๑  แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปการเมือง  และ น.พ.ประเวศ  วะสี  เป็นผู้พยายามให้สังคมเชื่อมั่นว่าสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างสันติวิธีได้ แนวคิดนี้จึงก่อตัวเป็นกระแส  “หลักคิดรัฐธรรมนูญแบบไทย”  กล่าวคือ
๑.๒.๑ เชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ  จะช่วยแก้ปัญหา
ความ ล้าหลังของระบอบการเมืองได้และ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยสันติวิธีความเห็นนี้ทุกคนเห็นฟ้องต้องกัน
๑.๒.๒ เห็นว่าเนื่องจาก รัฐสภาเป็นผู้มีผลประโยชน์ได้เสียจึงไม่ควรได้รับความไว้วางใจ
ให้เป็นผู้แก้ไข ความคิด “รัฐธรรมนูญนิยม”นี้ความจริงเป็นการย้ายอำนาจออกจากสภาผู้แทนราษฎร  มีลักษณะคล้ายการยึดอำนาจ  แต่ต่างกันตรงการอาศัยช่องทางกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ  (  แรกทีเดียววุฒิสมาชิกคัดค้าน แนวคิดนี้เพราะมองว่าเป็นการยึดอำนาจ )
                คพป.  ย้ายอำนาจร่างรัฐธรรมนูญไปที่องค์พระมหากษัตริย์โดยให้กรรมการร่างมาจากผู้ทรงคุณวุฒิ  ซึ่งแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์  ทั้งนี้เพื่อนำเอาความชอบธรรมเชิงประเพณี   (  Traditional  legitimacy  )  จากพระองค์ท่านมาให้แก่รัฐธรรมนูญไทย
                คปก.  ที่นายชุมพล   ศิลปอาชา  เป็นประธานคืนความชอบธรรมกลับไปให้รัฐสภาส่วนคณะกรรมการวิสามัญที่มี  ดร.ชัยอนันต์  สมุทวิณิช  เป็นประธานย้ายอำนาจไปที่ประชาชนโดยตรงโดยเสนอให้ใช้การเลือกสภาล่างจากการเลือกตั้งทั่วไป ทั่งนี้เพื่อให้รัฐธรรมนูญใหม่ได้รับความชอบธรรมจากประชาชนแทนรัฐสภา
                ในฝรั่งเศส  ปฏิรูปการเมืองโดยหลัก  “รัฐธรรมนูญนิยม”  ทำได้สำเร็จเพราะปัจจัยหลายประการ  เช่น   ผู้นำการปฏิรูปมีแรงสนับสนุนทั้งการทหาร  การเมือง  และประชามติของประชาชน  รวมทั้ง  ฝรั่งเศสเองมีความภูมิใจในชาติที่เคยเป็นศูนย์กลางการเมือง  ศิลปะ  วัฒนธรรมของยุโรปจึงเกิดความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาของชาติตนเอง  ส่วนสังคมไทยขาดปัจจัยเหล่านี้  การแก้ไขมาตรา  ๒๑๑  ที่ผ่านมาของรัฐสภาจึงเป็นการดึงเอาหลักความชอบธรรมต่างๆ  ที่เสนอโดย  คพป. คปก.  และคณะกรรมาธิการ  มายำรวมกันอย่างเปะปะตามแบบวัฒนธรรมการเมืองไทย   แต่ก็ถือว่าเป็นความสำเร็จระดับหนึ่งของกระแส “รัฐธรรมนูญนิยม”  ที่ได้ก่อตัวขึ้น
๑.๓  ขั้นตอนการปฏิรูปการเมือง ในเรื่องขั้นตอนการปฏิรูปการเมืองอาจแบ่งได้ ดังนี้คือ

๑.       การแก้ไขมาตรา  ๒๑๑  ตามกรอบรัฐธรรมนูญนิยม (  constitutionalism  )
๒.     กระบวนการสร้างองค์ความรู้และเหตุผลทางสังคม ( cognitivism  )
๓.     กระบวนการสร้างแรงกดดันทางสังคม  ( civic  movement  or  populism  )
ขณะนี้ถือได้ว่า  ได้ผ่านขั้นตอนที่  หนึ่งไปแล้วและกำลังเข้าสู่ขั้นที่สองคือการสร้าง
เนื้อหาและขั้นที่สามการผลักดันการปฏิรูปต่อไป
ขั้นตอนที่สองและสามจะมีความสำคัญมากโดยเฉพาะขั้นตอนที่สองคาดว่าจะมีการแตก
ความคิดเป็นสองแนวคือ
การปฏิรูปอย่างอ่อนในลักษณะประนีประนอมรอมชอมกับแนวการปฏิรูปอย่างเข้มที่จะมี
ลักษณะเข้มข้นรอบด้านคือมุ่งปรับโครงสร้างของประเทศไทยทุกส่วนที่มีปัญหา (reengineering  or  restructuring) เช่น  การปฏิรูประบบราชการ  การถ่วงดุล  การตรวจสอบฝ่ายการเมืองอย่างเต็มที่  การกระจายอำนาจการปกครองท้องถิ่น  รวมทั้งการปฏิรูปแนวลึก  คือการปรับเปลี่ยนปรัชญาค่านิยมของรัฐและประชาชน
                นักการเมือง  วุฒิสมาชิก  ข้าราชการมหาดไทย  และกองทัพ  คงจะสนับสนุน  แนวคิดแรกหรือปฏิรูปอย่างอ่อน  ส่วนปฏิรูปอย่างเข้มคงได้แรงสนับสนุนจากนักวิชาการ  สื่อมวลชน  ชาวบ้าน  และองค์กรพัฒนาเอกชนเป็นหลัก อย่างไรก็ตามสังคมไทยจำเป็นจะต้องถกเถียงใช้เหตุใช้ผล  เพื่อให้ได้องค์ความรู้ของการปฏิรูปการเมืองที่เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางที่สุดกับประเทศชาติ  ซึ่งก็คือ ผู้สนับสนุนทั้งสองแนวคิดนี้ได้แรกเปลี่ยนกันอย่างเสรีและกว้างขวางทั้งมหาวิทยาลัย  วุฒิสมาชิก  กองทัพ  นักการเมือง  นักธุรกิจ  ควรถือเป็นภาระหน้าที่สำคัญของตนเพื่อช่วยกันคลี่คลายปัญหาใหญ่ให้กับประเทศไทยให้ได้
                การเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นการเคลื่อนไหวทางสาธารณะ  (  public  movement  )  ซึ่งถือเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาทางการเมือง  อย่างไรก็ตามการเมืองของการปฏิรูปเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนขึ้นอยู่กับพฤติกรรมนักการเมืองมากกว่าจะมีการคอรัปชั่น  ทำลายศรัทธา  ประชาชนมากน้อยเพียงใด  และจะซ้ำเติมเศรษฐกิจเสียหายไปมากเพียงใด  ถ้ามากเกินไปผู้คนจะเรียกร้องให้มีการปฏิรูปอย่างเข้มรอบด้านและกดดันทางสังคมเปลี่ยนการเคลื่อนไหวทางสาธารณะ หรือภาคสังคมจนกลายเป็นการเคลื่อนไหวของประชาชน  (  populism  )  ซึ่งมีลักษณะเป็นการชุมชุมเรียกร้องประท้วงก็ได้
                เมืองไทยในยุดปฏิรูปจึงมีอาการหมิ่นเหม่อยู่มากและกองทัพ  และวุฒิสมาชิก  จะเป็นตัวแปรสำคัญอีกครั้งหนึ่งต่อทางออกของสังคมไทย
                ๑.๔  ปัญหาการปฏิรูประบบราชการ
                 ในการปฏิรูประบบราชการนั้นต้องรู้ว่า  ระบบราชการมีปัญหาอะไรบ้างจะได้มีธงในการปฏิรูปนั้นมีเครื่องตรวจสอบว่าการปฏิรูปได้ผลจริงหรือไม่  ต่อไปนี้จะเสนอปัญหา  ๘  ประการในระบบราชการคือ
๑. ความสัมพันธ์อันไม่สร้างสรรค์ระหว่างงานการเมืองกับงานราชการ โดยมากฝ่ายการ
เมืองทำนโยบายและการบริหารไม่เป็นจึงไป “บริหารกระทรวง” โดยใช้อำนาจที่จะปลดย้ายข้าราชการจึงทำให้รวนไปทั้งกระทรวงไม่เป็นอันทำงาน  ประจบสอพอ  วิ่งเต้นเส้นสาย  แตกความสามัคคีร่วมมือกันทุจริต  คอรัปชั่น  เป็นอัปมงคลยิ่งนัก
๒. การแต่งตั้งโยกย้ายโดยอำนาจเผด็จการ  กระทรวงเป็นระบบอำนาจผู้มีอำนาจเช่น ปลัดกระทรวงมีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการได้ทั่วประเทศ เช่น    ผู้ว่าราชการจังหวัด  สาธารณะสุขจังหวัด ฯลฯ  เป็นการที่คนๆ เดียว  เซ็นชื่อตัวเดียวมีผลกระทบต่อการทำงานทั้งประเทศซึ่งบ่อยๆ ครั้ง  ก็ไม่รู้ว่าย้ายกันทำไม  ทั้งนี้โดยประชาชนในจังหวัดที่ได้รับผลจากการแต่งตั้งโยกย้ายไม่มีสิทธิ์มีเสียงในกระบวนการนี้เลยนับว่าเป็นเผด็จการในระบบราชการโดยแท้  ทำให้มีการวิ่งเต้นเส้นสาย  หรือถึงต้องจ่ายเงินทองกันเป็นอัปมงคลยิ่งนัก
๓. ไม่เอาผลงานเป็นตัวตั้ง  ระบบราชการเน้นที่ระเบียบและการบังคับบัญชา  แต่ไม่ใช่ระบบที่เอาผลงานเป็นตัวตั้ง  (  Results  oriented  ) ผู้ดำรงตำแหน่งไม่ต้องมีความรู้หรือความสามารถก็ได้  เพราะไม่ต้องมีความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้  (  Accountability  )  ด้วยผลงาน  ฉะนั้นแม้ใช้ภาษีอากรของราษฎรไปจำนวนมหาศาล  แต่ก็แก้ปัญหาอะไรไม่ค่อยได้  ข้าราชการที่ไม่มีผลงานก็ไม่ต้องรับผลกรรม  แต่เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นไปเรื่อยๆ  เป็นระบบที่ประเทศขาดทุนมหาศาล
๔. เน้นสิทธิของข้าราชการเหนือสิทธิของชาติ  เมื่อนำระบบ  C  เข้ามาใช้ในระบบข้าราชการก็นึกถึงตัวเองมากขึ้นพยายามทุกวิถีทางที่จะดันตัวเองไปสู่ตำแหน่งที่มี  C  สูงขึ้นไม่ใช่เพื่องานแต่เพื่อ  C  เป็น  Stepping  stone  ที่จะก้าวสู่ตำแหน่งอื่นต่อไป  ไม่ใช่เพื่องานในตำแหน่งนั้นๆ  เราจึงเห็นคนที่ไม่มีความรู้ความถนัดในเรื่องตำแหน่งนั้นๆต้องการแต่เข้าไปดำรงตำแหน่ง  เช่น  เคยตั้งนักรังสีวิทยาเข้าไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันไวรัส เคยมีการตั้งสาธารณะสุขจังหวัด  ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองกีฎวิทยา  งานทั้งสองสำคัญอย่างยิ่งแต่ก็ต้องล้มสลายไปหมดด้วยระบบเช่นนี้  เป็นระบบที่ถือว่าเป็นสิทธิของข้าราชการที่จะได้ดำรงตำแหน่งแต่ไม่ใช่สิทธิงานของประเทศชาติที่จะได้คนที่มีความสามารถไปดำรงตำแหน่ง  การถือสิทธิของข้าราชการเหนือสิทธิของชาตินี้  ก่อให้เกิดการทำลายประเทศชาติอย่างรุนแรง
๕. เป็นระบบที่ขาดสมอง  คนที่ปัญญาอ่อนย่อมเอาตัวรอดได้ยาก  สมองที่ดีจำเป็นต่อองค์กรทุกชนิด  เพราะสมองทำหน้าที่  ๔  อย่างคือ   ๑.  รับความรู้จริง ๒.  เอาความจริงมาวิเคราะห์  และสังเคราะห์เป็นปัญญาที่สูงขึ้น ๓.  เอาปัญญาไปใช้  ๔.  ประเมินผลการใช้ปัญญาเพื่อปรับเป็นปัญญาที่ยิ่งๆขึ้นไปอีก  กระบวนการใช้ปัญญานี้เรียกว่ากระบวนการเรียนรู้ หรือ การวิจัยบ้าง  ระบบราชการเป็นระบบใช้อำนาจแต่ไม่ใช่ระบบใช้กระบวนการทางปัญญาเกือบไม่มีหน่วยงานใดที่ใช้การวิจัย  เป็นเครื่องมือในการทำงาน   ปัญหาที่ยากและสลับซับซ้อน  ถ้าไม่ใช่การวิจัยเป็นเครื่องมือในการทำงานก็เป็นระบบที่ปัญญาอ่อน หรือระบบขาดสมองจึงทำงานไม่ได้ผล
๖. เป็นระบบแยกส่วนที่เอากรมเป็นตัวตั้ง  กรมเป็นนิติบุคคลมีกฎหมายเฉพาะของตัวเองมีการจัดงบประมาณโดยการเอากรมเป็นตัวตั้ง  ทำงานเป็น  Top down  แยกส่วนแบบไม่สัมพันธ์กับประชาคมและหน่วยงานอื่นๆ  ในพื้นที่ ไม่สามารถทำงานตามหลัก   “พื้นที่-ภารกิจ-ความร่วมมือ” หรือ  AFP  (  Area  Function  Participation  )  กำหนดไว้ในแผน  ๘  ทำให้หมดเปลืองทรัพยากรมากแล้วทำงานไม่ได้ผล  ต่อไปเขียนแผน ๘ แผน ๙ แผน ๑๐  ขอให้เลอเลิศเพียงใด  ถ้าระบบราชการเป็นอย่างเดิม  ก็ปฏิบัติตามแผนไม่ได้
๗. ขาดระบบประเมินผลที่เป็นอิสระ  องค์ที่จะปรับไปสู่ความถูกต้องได้ต้องมีระบบประเมินผลที่เป็นอิสระ ระบบราชการไม่มีระบบประเมินผลที่เป็นอิสระถ้าจะมีอะไรก็แบบที่เขาเรียกว่า ”ผลัดกันเกา” การประเมินโดยผู้ที่รับผลกระทบจากการปฏิบัติของทางราชการ มีความสำคัญอย่างยิ่ง เมื่อขาดระบบการประเมินผลที่เป็นอิสระราชการจึงต้องรับกรรมจากการปฏิบัติของตนเองทำให้ระบบลดความถูกต้องลงไปเรื่อยๆ
๘.  พฤติกรรมอัปมงคลในองค์กร  ด้วยเหตุปัจจัยทั้งเจ็ดประการ  ดังกล่าวข้างต้นเป็นปัญหาขององค์กรเชิงอำนาจ จึงทำให้เกิดพฤติกรรมอันเป็นอัปมงคลในองค์กรดังต่อไปนี้คือ           “วิ่งเต้นเส้นสาย  นินทาว่าร้าย  การออกใบปลิว  การกลั่นแกล้งขัดแข้งขัดขา  การลอบแทงข้างหลัง การสมคบนักการเมืองเพื่อกลั่นแกล้งเพื่อนร่วมงานและเพื่อคอรัปชั่น”  เป็นต้น  เป็นที่น่าสลดสังเวชยิ่งนักในเมื่อระบบราชการมีปัญหาอย่างนี้  ผนวกเข้ากับการเมืองอันเลวร้าย  ระบบรัฐจึงขาดประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาบ้านเมืองและเป็นต้นเหตุให้บ้านเมืองวิกฤต  จำเป็นต้องรับการแก้ไข ต่อให้มีการปฏิรูปการเมือง  มีหลักการและวิธีการดีอย่างไรอาจจะไม่ประสบความสำเร็จเลยถ้าต้องพบอุปสรรคที่ขวางการพัฒนาทางการเมืองดังนี้ อุปสรรคสำคัญ ที่ขวางการพัฒนาทางการเมืองไม่ให้เข้าสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตย อย่างแท้จริงเกิดจาก ลักษณะที่พฤติกรรมที่สั่งสมมาของคนระดับต่างๆ ในสังคมไทยที่ไม่มีจิตสำนึกในความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง  คนส่วนใหญ่ในสังคมไทยจัดอยู่ในระดับของคนด้อยพัฒนาสังเกตได้จาก “พฤติกรรมไม่สนใจการเมือง”  อันมีสาเหตุมาจาก
๑.  คนไทยถูกปลูกฝังทางความคิดว่า การเมืองเป็นสิ่งที่เลวร้ายมาเป็นระยะเวลายาวนาน  ความคิดนี้ถ่ายทอดโดยขั้วอำนาจเก่าที่ยึดระบบการเมืองไทย  ทั้งจากทหารและข้าราชการประจำตั้งแต่อดีต  โดยสร้างว่าการเมืองเป็นสิ่งเลวร้าย
๒.    คนในสังคมเบื่อหน่ายระบบการเมืองยิ่งระบบการเมืองไทยอยู่ในลักษณะผสมผสาน
หลายพรรค  ยิ่งมีเรื่องขัดแย้ง  ทะเลาะแก่งแย่งกันอยู่เสมอ  รัฐบาลไม่ให้ความจริงในการแก้ปัญหาต่างๆ  โดยเฉพาะปัญหาปากท้องอย่างจริงจัง  รัฐบาลไม่น่าเชื่อถือเกิดการยุบสภาและเลือกตั้งบ่อย  คนทั่วไปในสังคมเห็นว่าระบบการเมืองก็ไม่ดีอะไรขึ้นจึงเกิดความรู้สึกว่าการเมืองเป็นเรื่องน่าเบื่อ
๓.     คนในสังคมไม่รู้ว่าการเมืองมีผลดีผลเสียต่อตนเองอย่างไร     ไม่เห็นความสำคัญว่า
ระบบการเมืองนั้น มีความสำคัญต่อชีวิตตัวเองครอบครัวและชุมชนที่ตนอาศัยแต่อย่างไรเนื่องจาก  ผลกระทบอย่างชัดเจนที่เกิดขึ้นจากการเมืองจะอยู่ในลักษณะของภาพรวมในระดับของสังคมและระดับของประเทศมากกว่าการดำเนินชีวิตส่วนตัว
๔.     ความด้อยโอกาสทางการศึกษาของคนในสังคม ไม่ทำให้เข้าใจระบบการเมืองไม่รู้ว่า
ตนเองสามารถใช้สิทธิ์ทางการเมืองอย่างไร เกิดการมองภาพทางการเมืองในลักษณะที่บิดเบี้ยวไปจากความจริง โดยเฉพาะประชาชนในชนบทจะมองภาพผู้แทนราษฎรของผู้มาอุปถัมภ์ แก้ปัญหาความขาดแคลนต่างๆ โดยที่ไม่เข้าใจระบบการเมืองที่แท้จริงว่าเป็นอย่างไรและไม่มีความสนใจที่จะรู้ด้วย
๕.     สภาพสังคมที่เปลี่ยนไปสู่วิถีชีวิตที่มีการแข่งขันทางเศรษฐกิจสูง ทำให้คนไทยต้อง
ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด  มากกว่าสนใจการเมือง  เมื่อรวมกับสภาพสังคมวัตถุนิยมจึงผลักดันให้คนในสังคมโดยเฉพาะกลุ่มคนชั้นกลางที่มีการศึกษามุ่งทำงานหนักเพื่อสร้างฐานะ  และความมั่งคั่งยิ่ง  เมื่อบวกกับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ทำให้คนบางกลุ่มมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ก็เป็นสาเหตุของการไม่สนใจทางการเมืองของคนในประเทศ
๖.      ระบบการศึกษาไม่ช่วยให้เกิดการตื่นตัวในทางการเมืองและรูปแบบการให้ศึกษาใน
ประเทศไม่สงเสริมความเข้าใจในการดำเนินชีวิตตามระบอบประชาธิปไตย  ไม่มีแบบจำลองในการมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นในระบบการศึกษาของไทย เมื่อโตขึ้นจึงกลายเป็นคนที่ไม่มีความคิดความอ่าน ไม่รู้จักวิเคราะห์ให้ซาบซึ้งหรือมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ต่อระบบการปกครองประชาธิปไตยจึงเกิดสภาพของความเฉื่อยชา ทางการเมืองแม้ว่าจะเป็นผู้มีการศึกษาสูงก็ตาม  ความไม่ใส่ใจดังกล่าวทำให้อำนาจทางการเมืองถูกมัดแน่นในกำมือ  คนเพียงไม่กี่กลุ่มที่มีอำนาจเงินเพื่อใช้ในการซื้อเสียงทำให้ตลอดระยะเวลาของความเป็นประชาธิปไตย  ปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยจึงมีแต่ปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ  ซึ่งรัฐบาลแต่ละชุดนั้นก็แทบจะไม่ได้มาแก้ไขเพราะต่างก็ยังมุ่งหวังกอบโกยผลประโยชน์ และกลับมาเพิ่มปัญหาใหม่กลายเป็นปัญหาลูกโซ่ที่แก้ได้ยากมากขึ้น  ระบบการเมืองถูกปิดกั้นทำให้คนที่มีความจริงใจไม่สามารถเข้าสู่ระบบการเมืองได้
                จากการศึกษาทั้งหมดในวิชาการเมืองการปกครองของไทย  นักศึกษาคิดว่า  นักศึกษาจะเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างไร  ทำอย่างไรให้ตัวท่านเกิดความสำนึกทางการเมือง  มีความรับผิดชอบต่อประเทศร่วมกับผู้แทนที่ท่านเลือกไปทำหน้าที่แทนเรา  และท่านจะนำความรู้จากการเรียนวิชาการเมืองการปกครองของไทยไปเล่าไปแนะนำ เพื่อให้คนใกล้ชิดท่านมีความรู้ความเข้าใจเช่นเดียวกับท่านได้ด้วยวิธีใด   บางครั้งการใช้วิธีการพูดต่อ อาจจะเป็นผลดีต่อแนวคิดและแนวปฏิบัติทางการเมือง  เป็นช่องทางที่คนทั่วไปที่ไม่เข้าใจเรื่องการเมืองมาสนใจการเมืองเพิ่มมากขึ้น
แต่ก่อนทีนักศึกษาจะไปทำหน้าที่พลเมืองที่ดีในสังคม  และมีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครองนั้นนักศึกษาควรพัฒนาตนให้มี  วิถีชีวิตแบบประชาธิปไตยด้วย
๒.  วิถีชีวิตประชาธิปไตย
วิถีชีวิตประชาธิปไตย การมีวิถีชีวิตแบบประชาธิปไตยควรมีลักษณะ ๕ ประการดังนี้คือ
๑.     การมีใจกว้าง  พิจารณาปัญหาต่างๆ ด้วยวิจารณญาณ
๒.    อาศัยการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน  ก่อนการตัดสินใจ
๓.    รู้จักประนีประนอม  ไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา
๔.    มีขันติธรรม  อดทนรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นที่แตกต่างไปจากตน
๕.    เคารพในสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น  ตลอดจนยอมรับความเสมอภาคของบุคคล
วิถีชีวิตประชาธิปไตย  จรูญ  สุภาพได้แยกวิถีชีวิตประชาธิปไตยออกเป็น  ๑๔  ประการ คือ
๑.     การใช้เหตุผล  การทดลองหรือการทดสอบจากสภาพความเป็นจริงหมายถึงการเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็น
๒.    ให้ความสำคัญแก่บุคคล
๓.    เชื่อว่ารัฐเป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้นกล่าวคือรัฐเป็นเครื่องมือช่วยเหลือมนุษย์
๔.    ถือหลักของความสมัครใจไม่มีการบีบบังคับช่วยให้เกิดการรวมกลุ่ม
๕.    มีกฎหมายสูงสุดอยู่เหนือกฎหมายของรัฐเน้นความถูกต้องและหลักของเหตุผล
๖.     ให้ความสำคัญในเรื่องวิธีการหลักกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
๗.    เชื่อมั่นในหลักการอภิปรายและยินยอมโดยการแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล
๘.    มีน้ำใจประชาธิปไตยและจิตใจกว้างขวาง
๙.     สำนึกในคุณค่าและศักดิ์ศรีของบุคคล  โดยถือว่าคนเราเท่าเทียมกัน
๑๐.   เคารพกฎเกณฑ์และกติกาของการปกครองแบบประชาธิปไตย  นั่นคือการเคารพ
       เสียงข้างมาก
๑๑.   สนใจที่จะมีส่วนร่วมในการปกครองตนเอง
๑๒.           เป็นพลเมืองดี
๑๓.            มองโลกในทางที่ดีและคิดเห็นในแง่ดี
๑๔.            รู้จักเหตุผลทั้งการคิดวิพากษ์วิจารณ์และปฏิบัติซึ่งก่อให้เกิดการกระทำใน
                    พฤติกรรมทางสร้างสรรค์
วิถีชีวิตตามแนวคิดของกระทรวงศึกษาธิการในปี พ.ศ. ๒๕๓๕ อธิบายว่า วิถีชีชิตแบบประชาธิปไตยได้แก่การมีคุณลักษณะดังต่อไปนี้คือการมีคารวะธรรม  การมีสามัคคีธรรม  การมีปัญญาธรรม  ดังจะขออธิบายโดยละเอียดคือ
๑.      คารวะธรรม
๑.๑ เคารพในสถาบันพระมหากษัตริย์
๑.๒ เคารพซึ่งกันและกัน
๑.๓ พูดจาสุภาพเหมาะแก่กาลเทศะ
๑.๔ ใช้เสรีภาพอย่างมีขอบเขต
๑.๕ เคารพในสิทธิของผู้อื่น
๑.๖ ปฏิบัติตามกฎหมาย
๑.๗ รับฟังความคิดเห็นผู้อื่นด้วยเหตุผล
๑.๘ ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณี
๒.    สามัคคีธรรม
๒.๑ ร่วมมือในการทำงาน
๒.๒ เอาใจเขามาใส่ใจเรา
๒.๓ มีความรับผิดชอบ
๒.๔ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม
๓.     ปัญญาธรรม
๓.๑ เข้าใจความเป็นผู้นำและผู้ตาม
๓.๒ รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
๓.๓ ตัดสินปัญหาด้วยเหตุผล
๓.๔ รับฟังและปฏิบัติตามมติของเสียงข้างมาก
การมีจิตใจแบบประชาธิปไตย สำหรับการมีจิตใจแบบประชาธิปไตยบุคคลควรมี
ลักษณะดังนี้
๑.     มีอุดมคติร่วมกันยอมรับและสนับสนุนหลักการประชาธิปไตย
๒.    เห็นความสำคัญของศักดิ์ศรีบุคคล  ความเสมอภาพ  เคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น  ยอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างจากความเชื่อตนและอดกลั้นและให้โอกาสคนอื่นคิด
๓.    เคารพกติกาของประชาธิปไตยดังนี้  คือ
๓.๑ ยึดมั่นในค่านิยมประชาธิปไตย
๓.๒ ยอมรับการแข่งขันโดยเสรีทางความคิด
๓.๓ ยอมรับการปกครองโดยฝ่ายข้างมากและคุ้มครองฝ่ายข้างน้อย
๓.๔ เลือกตั้งโดยเสรี
๓.๕ เปิดโอกาสให้แสดงมติมหาชน
๓.๖ ถือหลักการและวิธีการประสานความคิดประสานประโยชน์
๔.    สนใจกิจการบ้านเมือง
๕.    สำนึกในหน้าที่และบทบาทของตน
๖.     มองโลกในแง่ดี
๗.    รู้จักวิพากษ์วิจารณ์อย่างมีเหตุผลเป็นไปในเชิงสร้างสรรค์
๘.    ไม่มีบุคลิกภาพเผด็จการ
คุณลักษณะของบุคคลที่มีความเป็นประชาธิปไตย
๑.     เคารพในความเป็นบุคคลและการตัดสินใจของผู้อื่น
๒.    ให้สิทธิเสรีภาพและเปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้ใช้ความคิดของเขาในการตัดสินใจ
๓.    มีใจกว้างรู้จักรับฟังผู้อื่น  พิจารณาความคิดของผู้อื่นอย่างเป็นธรรม
๔.    สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นเพื่อส่วนรวมมีขันติธรรม
๕.    ยึดหลักเหตุผลในการตัดสินใจ
๖.     รู้จักแก้ปัญหาโดยสันติวิธี
ถ้านักศึกษาเพียบพร้อมด้วยการมีลักษณะ    และวิถีชีวิตแบบประชาธิปไตยนักศึกษาก็
พร้อมที่จะเป็นคนไทยที่มีคุณภาพ  เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพมีส่วนรับผิดชอบต่อบ้านเมืองเท่าเทียมกันทุกคน  และถือเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน  เพื่อช่วยกันพัฒนาระบบการเมืองการปกครองของไทยให้มีความเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ได้  และมีการพัฒนาเรื่องต่างๆ โดยองค์รวมทุกด้านซึ่งเราอาจเคยได้ยิน และคุ้นหูในเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนมิใช่พัฒนาเพียงด้านใดด้านเดียวแต่พัฒนาไปทุกด้านเพื่อทำให้ประชาชนมีความอยู่ดีมีสุข  คือต้องมีความรู้ดี มีชีวิตการทำงานดี มีรายได้ดี มีสภาพแวดล้อมดี มีชีวิตครอบครัวดี การระบบการบริหารจัดการที่ดีและมีสุขภาพอนามัยดีจึงจะทำให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข
๓.  การพัฒนาที่ยั่งยืน
แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนเข้าสมามีบทบาทในกระแสโลก ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๕  โดยองค์กรสหประชาชาติได้จัดประชุมสุดยอดว่าด้วยสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ ( Human Environment ) ณ กรุงสตอกโฮล์ม  ประเทศสวีเดน เรียกร้องให้ทั่วโลกคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่าให้ฟุ่มเฟือยนัก  ต่อมาในปีพ.ศ. ๒๕๒๖ สหประชาชาติได้จัดตั้งสมัชชาโลกว่าด้วย  สิ่งแวดล้อมและการพัฒนา ( World Commission on Environment and Development ) หรือที่มักเรียกทั่วไปว่า Brundtland commission  โดยเรียกร้องให้ชาวโลกเปลี่ยนวิถีในการดำรงชีวิตให้ปลอดภัยจากสิ่งแวดล้อมและสอดคล้องกับข้อจำกัดของธรรมชาติ
                การพัฒนาที่ยั่งยืน ได้รับควมสำคัญมากขึ้นเมื่อสหประชาชาติจัดให้มีการประชุมว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา  ( Un Conference  on  Environment  and  Development  : UNCED  )หรือการประชุม Earth Summit  ที่กรุงริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๕  ซึ่งผลการประชุมนี้ผู้แทนของ  ๑๗๘  ประเทศรวมทั้งประเทศไทยได้ลงนามรับรอง แผนปฏิบัติการ ๒๑ (  Agenda ๒๑  )  ซึ่งถือเป็นแผนแม่บทของโลกที่ประเทศสมาชิกต้องตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาสิ่งแวดล้อมและเห็นความสำคัญที่จะร่วมกันพิทักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นในโลก
                การพัฒนาที่ยั่งยืน ( Sustainable Development )  คือ รูปแบบของการพัฒนาที่ตอบสนองต่อความต้องการของคนในรุ่นปัจจุบัน โดยไม่ทำให้คนรุ่นต่อไปในอนาคตต้องประนีประนอมยอมลดความสามารถในการที่จะตอบสนองความต้องการของตนเอง
                การพัฒนาที่ยั่งยืนในบริบทไทยหมายถึงการพัฒนาที่ต้องคำนึงถึงองค์รวมทุกๆ ด้านอย่างสมดุล บนพื้นฐานของทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทยด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกกลุ่ม  ด้วยความเอื้ออาทร  เคารพซึ่งกันและกันเพื่อสามารถในการพึ่งตนเองและคุณภาพที่ดีอย่างเท่าเทียมกัน
                ในเรื่องการเมืองก็เช่นกันต้องพัฒนาที่คน ระบบ วิธีการ และพัฒนาอย่างยั่งยืน  ทำกันจริงทุกหน่วยตั้งแต่หน่วยย่อยไปจนถึงระดับชาติ  การเมืองจึงจะพัฒนา
                นโยบายของคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน
นโยบายของคณะรัฐมนตรี พันตำรวจโททักษิณ  ชินวัตร นายกรัฐมนตรีแถลงต่อรัฐสภาวันพุธที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งพันตำรวจโททักษิณ  ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาโดยสรุป เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและพัฒนากำลังคนของประเทศและบริหารจัดการภาครัฐเพื่อใช้ประโยชน์ในการศึกษาวิเคราะห์การเมืองการปกครองในปัจจุบัน
โครงสร้างของประเทศ ในขณะนี้มีสัดส่วนไม่สมดุลระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรโดยการผลิตในภาคอุตสาหกรรมยังเป็นการรับจ้างผลิตตามคำสั่ง หรือรูปแบบที่คิดค้นโดยเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาในต่างประเทศทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบ ทุน และเทคโนโลยีจากต่างประเทศในระดับสูง ประเทศไทยได้ผลตอบแทนเพียงแค่จากแรงงานและวัตถุดิบเป็นหลักซึ่งเป็นผลประโยชน์ส่วนน้อยของห่วงโซการผลิตเข้าลักษณะการ ”ทำมากได้น้อย” ภาคเกษตรซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนส่วนใหญ่ของประเทศ ยังประสบกับการผันผวนของราคาพืชผลในตลาดโลกและประสบกับความเสี่ยงภัยจากธรรมชาติ ความเสื่อมโทรมของทรัพยากร ธรรมชาติทั้งดินและน้ำ  การขยายวัตถุดิบส่งออกให้แก่ต่างประเทศ และประสบปัญหาการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี ในขณะที่ภาคบริการโดยเฉพาะการท่องเที่ยวยังพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติโดยไม่ได้ประโยชน์เต็มที่ในการเพิ่มมูลค่า ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องปรับโครงสร้างของประเทศมิฉะนั้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะนำไปสู่วงจรการขาดดุลการค้า และการแข่งขันด้านราคาอันเป็นข้อจำกัดในการขยายตัวของประเทศอย่างยั่งยืน  นอกจากความท้าทายที่เกิดจากสภาพแวดล้อมในประเทศเหล่านี้ รัฐบาลยังต้องเผชิญกับพลวัตการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและสังคมโลกอันได้แก่
๑.  การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกาภิวัฒน์ ซึ่งแนวโน้มการเปิดเสรีการค้าของประเทศต่างๆ จะทำให้ประเทศไทยมีโอกาสในการขยายการส่งออกการท่องเที่ยวและการลงทุนมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็มีการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดโลก ดังนั้นเราต้องรู้เท่าทันและเตรียมรับมือจากการขับเคลื่อนอย่างเสรีของข่าวสารความรู้เทคโนโลยี แรงงานและประชากร เงินทุน การค้าการลงทุนและบริการเพื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
๒.  ความไม่สมดุลในเศรษฐกิจโลกและการเก็งกำไร ที่อาจส่งผลต่อความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและราคาสินค้าในตลาดโลก
๓.  การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด เนื่องจากการพัฒนาของเทคโนโลยี หลักทั้งเทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีวัสดุและนาโนเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
๔. การเปลี่ยนแปลงด้านสังคมอันเนื่องมาจากโครงสร้างประชากรของโลกที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้น การขยายตัวของสังคมเมืองรวมทั้งการรับรู้และแลกเปลี่ยนในวิถีชีวิตและวัฒนธรรม ที่หลากหลาย ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายที่มีต่อกระบวนการในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และอนาคตของประเทศ
๕.  ความผันผวนที่อาจมีผลกระทบเช่น สถานการณ์การเมือง และความมั่นคงในโลก การระบาดของโรคอุบัติใหม่ ยาเสพติดในรูปแบบที่หลากหลาย ความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศที่นำไปสู่ภัยธรรมชาติเป็นต้น เรื่องเหล่านี้จำเป็นต้องวางมาตรการป้องกันและแก้ไขทั้งในระดับชาติและนานาชาติเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบที่รุนแรงต่อเศรษฐกิจและวิถีชีวิตในสังคมไทย
รัฐบาลตระหนักดีว่าการบริหารประเทศที่เผชิญความท้าทายเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยยุทธศาสตร์และการวางแผนที่ดี ระบบราชการที่มีประสิทธิภาพและความซื่อสัตย์สุจริตโปร่งใสในการปฏิบัติราชการทุกระดับ ตลอดจนกฎระเบียบต่างๆ ที่เพียงพอเป็นธรรมและทันสมัยและความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส ในการปฏิบัติราชการทุกระดับตลอดจนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนที่จะเป็นพลังในการขับเคลื่อนประเทศ
สี่ปีต่อไป ( มีนาคม ๒๕๔๘-กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ )
สี่ปีต่อไปนี้ จะเป็นสี่ปีแห่งการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่ความมั่นคงยั่งยืนในทุกทาง รัฐบาลจะสร้างโอกาส เพื่ออนาคตวางรากฐานใหม่ให้แก่ประเทศทั้งทางด้านเศรษฐกิจสังคมและการเมืองการปกครองโดยเน้นการคืนความเข้มแข็งสู่ท้องถิ่น คืนความสมบูรณ์ของดินและน้ำสู่ธรรมชาติและคืนอำนาจการตัดสินปัญหาสู่ชุมชน โดยให้ความสำคัญแก่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมให้มีความสมดุลมากยิ่งขึ้น สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ระบบเศรษฐกิจปฏิรูปการศึกษาเพื่อนำไปสู่สังคมเศรษฐกิจบนพื้นฐานความรู โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำรัสเพื่อนำประเทศไปสู่โครงสร้างที่มีความสมดุล มั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืนโดยรัฐบาลจะดำเนินนโยบายเก้าประการ ดังต่อไปนี้
๑.     นโยบายขจัดความยากจน
๒.    นโยบายพัฒนาคนและสังคมที่มีคุณภาพ
๓.    นโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สมดุลและแข่งขันได้
๔.    นโยบายบริการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
๕.    นโยบายการต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
๖.     นโยบายพัฒนากฎหมายและส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
๗.    นโยบายส่งเสริมประชาธิปไตยและกระบวนการประชาสังคม
๘.    นโยบายรักษาความมั่งคงของรัฐ
๙.     นโยบายตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ
๘ ยุทธศาสตร์ประเทศ เป้า ๔ ปีรัฐบาล "ทักษิณ"โดยสรุปเพื่อให้นักศึกษาสามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์การเมืองการปกครองของไทยในปัจจุบันได้
คำกล่าวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี   ในวาระการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่องการจัดทำแผนบริหารราชการแผ่นดิน    ภายหลังรัฐบาลเสร็จสิ้นการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อ วันที่ ๒๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๘   เวลา ๑๐.๐๐ น. ที่ทำเนียบรัฐบาล                 ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยคณะรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการข้าราชการ และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวม ๖๐๐ คนใน ๔ ปีข้างหน้าเรามีพันธกิจร่วมกันว่าจะทำงานเพื่อบ้านเมือง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ ๑.เศรษฐกิจฐานรากดีประชาชนหายจน ๒.สังคมมีคุณธรรม ๓.การพัฒนาสู่การเป็นสังคมฐานความรู้ ๔.มีโครงสร้างพื้นฐานในการดำรงอาชีพ ๕.ประชาชนมีสุขภาพเข้มแข็ง และ ๖.สังคมมีความสันติสุข อยู่ร่วมกันอย่างเอื้ออาทร นอกจากนี้สิ่งที่อยากเห็นในอนาคตคือความเจริญที่ประเทศต้องมีตั้งแต่เมื่อวาน แต่เราไม่ได้ลงทุน วันนี้รัฐบาลจะลงทุนแล้ว ไม่ต้องรออีก ๑๐ ปีเพราะมันไม่ทัน อย่างกรุงเทพฯ ที่มีปัญหารถติดเพราะไม่กล้าลงทุน ทั้งหมดนี้เป็นการมองปัญหาแบบบูรณาการตั้งแต่ฐานรากยันฐานบน เพื่อให้คนไทยมีความแข็งแรงทั้งสุขภาพกาย ใจ และปัญญาที่ดี ในที่นี้ขอสรุปยุทธศาสตร์ดังนี้
ยุทธศาสตร์ที่ ๑ ขจัดความยากจน
ต้องยอมรับว่าการแก้ไขปัญหาความยากจนในอีก ๔ ปีข้างหน้าให้สำเร็จเป็นเรื่องเหลือเชื่อว่าจะทำได้ แต่ถ้าทุกคนมีเมตตาธรรม   อยากเห็นคนอื่นพ้นความจนต้องให้โอกาสและปัญญาเขา จุดมันนิดเดียว ส่วนใหญ่ผมไม่มีสูตรพิเศษ   เพียงแต่ปรับส่วนผสมเล็กน้อยแล้วมาเรียงลำดับใหม่ แต่คนที่ออกมาวิจารณ์ผมส่วนใหญ่จะบอกว่าผมผัดก๋วยเตี๋ยวเอาผักลงก่อนหมู ทำให้เส้นเละ ทั้งที่ความจริงผมเอาหมูลงก่อนผักดังนั้น    เรื่องความจนต้องเข้าใจคำว่าเมตตาธรรมก่อน ต้องเต็มใจอยากทำและมีความสุขเมื่อทำสำเร็จ อย่างนี้รับรองจะไม่เหนื่อยวันนี้ผมเป็นนายกฯที่ทำงานหนักกว่าเดิม แต่ไม่เหน็ดเหนื่อย พอหลับแล้วตื่นมาก็หายเหนื่อย เพราะผมมีความสุขที่ได้ทำงานเพื่อบ้านเมือง วันนี้เราต้องเอาใจ เอาจิตวิญญาณมารวมกัน ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศพ้นความยากจนได้ ถ้าคิดได้อย่างนี้ก็สำเร็จไปแล้วเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์แต่การแก้ไขปัญหาความยากจนต้องทำทั้งระบบ ไม่ใช่ทำแบบปัจเจกบุคคลคือ ต้องเพิ่มโอกาสและหลักประกันชีวิตให้คนจน ถ้าถามว่าประเทศไทยมีอะไรให้คนจน คือการนำดิน น้ำ ลม ไฟ มาปั้นเป็นเงิน ด้วยการให้เอกสารสิทธิที่ทำกิน ให้พื้นที่เพาะปลูก ให้มีตลาดประเทศและตลาดโลกรองรับ ทำให้สินค้าเกษตรเกษตรมีราคา และให้เกษตรกรมีอาชีพเสริม ให้มีงานทำตั้งแต่ ๐๘.๐๐-๑๗.๐๐น. และจะมีคาราวานบุกไปทุกบ้าน เพื่อหาทางให้มีงานทำตั้งแต่เช้ายันเย็น เพราะเขากิน ๓ มื้อ ถ้าทำงาน ๒ ชั่วโมงมันไม่พอกินส่วนเครื่องมือที่จะนำมาใช้มีหลายอย่าง เช่น เอสพีวี เพราะคนจนมีปัญหาเรื่องการเข้าถึงแหล่งทุน เนื่องจากไม่มีหลักประกันอะไร ไม่มีความน่าเชื่อถือ ดังนั้น เอสพีวีจะเป็นตัวกลางในระบบทุนนิยม ทำหน้าที่แปลงเงินเป็นสินค้าเกษตร เหมือนเป็นตัวกลางช่วยทำให้คนจนมีโอกาสลงทุนระยกลางและยาวได้นอกจากนี้ ยังมีโครงการเอสเอ็มแอลจัดสรรลงแต่ละหมู่บ้าน ส่วนสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (โอท็อป) ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องต้องมองหาช่องทางการตลาด เพราะเป็นอาชีพเสริมของประชาชน เราจะสร้างศูนย์โอท็อปและเอสเอ็มอีในกรุงเทพฯ แล้วไปเชื่อมกับเมืองใหญ่ๆ ของโลก โอท็อปจะเป็นแบรนด์ออกไปทั่วโลก แต่ผมไม่หวังว่าจะดังอย่างหลุยส์ วิตตองส์ แต่จะไม่แพ้แบรนด์เล็กๆ อย่าง กีราโรส
ยุทธศาสตร์ ๒  พัฒนาคนและสังคมที่มีคุณภาพ
จากนี้ผมจะใกล้ชิดกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นพิเศษ เพราะต้องการให้การปฏิรูปการศึกษามีผลอย่างเร็วที่สุด โครงการกองทุนกู้ยืมซึงผูกติดกับรายได้ในอนาคต(ไอซีแอล) เป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้น และจะเน้นการกระจายอำนาจการศึกษาให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างระบบการศึกษาให้เข้มแข็ง และจะยกระดับเขตพื้นที่การศึกษา นอกจากนี้จะมีคาราวานเสริมสร้างเด็กไปดูแลเด็กตั้งแต่แรกเกิด ส่วนเด็กที่อยู่ในวัยเรียนต้องได้รับการศึกษาให้หมดเหล่านี้ถือเป็นการบริหารการศึกษาในเชิงรุก และผมจะส่งเสริมการเรียนการสอนของอาชีวะศึกษาด้วย วันนี้สัดส่วนโรงเรียนมัธยม/โรงเรียนอาชีวศึกษาเป็น ๗๐/๓๐ แต่ต้องปรับสัดส่วนเป็น ๕๐/๕๐ และถ้าเป็น ๗๐/๓๐ ได้ยิ่งดี ถ้าใครมีปัญญาเรียนดอกเตอร์ก็เรียนไป มีปัญญาเรียนระดับปริญญาตรีก็เรียนไป หรือถ้าไม่ไหวจะเรียนสายอาชีพก็ได้ และขอให้กระทรวงศึกษาฯไปทำโรดแมปการศึกษาในอีก ๔ ปีข้างหน้ามา โดยกำหนดเจ้าภาพ งบประมาณ ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ตอนนี้นายจาตุรนต์ ฉายแสง รองนายกฯ ว่างๆ ไปดูก่อน และผมจะไปร่วมด้วยส่วนปัญหาครอบครัว เป็นเรื่องที่พูดง่าย แต่ทำยาก ก็ขอให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องไปประชุมแล้วหาทางคุยกัน และเจ้าหน้าที่ตำรวจมีส่วนสำคัญกับเรื่องนี้ ตำรวจก็มีลูก รักลูกเราอย่างไรก็ต้องรักลูกคนอื่นอย่างนั้น อะไรที่ล่อแหลมต่อลูกคนอื่นต้องดูแล ดังนั้น ตำรวจที่ปล่อยให้ลูกคนอื่นถูกทำลายถือว่าไม่มีจริยธรรม สามารถปลดออกจากหน้าที่ได้เพราะเป็นคนไร้จริยธรรม ดังนั้น ขอให้ไปดูธุรกิจที่ทำร้ายเด็ก ล่อลวงเด็ก ค้ามนุษย์ เพราะเป็นธุรกิจที่ไม่พึงประสงค์ของสังคม  โครงการ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค จะดำเนินการต่ออย่างเข้มแข็ง หากต้องใช้เงินเพิ่มก็ต้องเพิ่ม แต่ขอให้ใช้อย่างประหยัดและรู้ปัญหาอย่างแท้จริง ถ้าต้องอุดหนุนรายหัว ๑.๗ พันบาท หรือ ๑.๕ พันบาท ซึ่งผมเตรียมงบไว้ แสนล้านบาท สำหรับเรื่องนี้ ก็ต้องเป็นไปตามนั้น ส่วนเรื่องกองทุนภาษีบาป หรือซินแท็กซ์ ก็ขอให้ดูความรอบคอบเกี่ยวกับการลักลอบทั้งหลาย ถ้าไม่มีการลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศ จะเพิ่มภาษีเท่าไรผมไม่เคยว่า เก็บขวดละแสนก็ได้ ถ้าทำให้คนเลิกกินเหล้าได้
ยุทธศาสตร์ที่ ๓   ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ "สมดุล"
จะปรับโครงสร้างภาคเกษตร อุตสาหกรรม และการบริการ เพื่อให้ประเทศสามารถแข่งขันได้ บางอุตสาหกรรมต้องคิดถึงการแข่งขันกับต่างประเทศ เขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ) ทั้งหมดนี้จะดูแลผู้ผลิต แต่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องได้รับประโยชน์สูงสุด บางครั้งกระทบผู้ผลิต ๑ หมื่นราย แต่ได้ประโยชน์กับประชาชน ๒๐ ล้านคน ก็ต้องทำ เรื่องนี้ขอให้ทำอย่างตรงไปตรงมา อะไรมีผลกระทบก็ต้องแก้ไข นอกจากนี้รัฐบาลยังมีนโยบายพิเศษเกี่ยวกับเรื่องระบบลอจิสติกส์จะลดค่าขนส่ง สร้างพลังงานทดแทนจะมีการปรับโครงสร้างการเงินของรัฐวิสาหกิจทุกแห่งให้มีประสิทธิภาพ ในเมื่อรัฐบาลลงทุนให้ หนี้ทั้งหลายที่ฝากไว้ก็ต้องเอากลับมาจัดการให้หมด หากรัฐวิสาหกิจใดจำเป็นต้องแข่งกับภาคเอกชนก็ต้องแข่งขัน หากรัฐวิสาหกิจใดเน้นการให้บริการประชาชน ก็ต้องดูต้นทุนการบริการที่เหมาะสม ถ้ารัฐวิสาหกิจไหนต้องขาดทุนเพราะการบริการ ต้องเอาหนี้ขึ้นมา ไม่ใช่ฝากไว้ เพราะความจริงมันเป็นหนี้สาธารณะ อันนี้ต้องช่วยปรับปรุง และการทำงานของหน่วยงานทุกหน่วยต้องเฝ้าดูตัวเลขทางเศรษฐกิจมหาภาค เหมือนเป็นการตรวจสอบสุขภาพของเศรษฐกิจประเทศ ไม่ให้มีคอเลสเตอรอล กรดยูริค น้ำตาลเยอะเกินไป และผมอยากเห็นรายงานของทุกระทรวงแบบเดียวกับที่เสนอให้ตลาดหลักทรัพย์ อย่างน้อยๆ ต้องมีความละเอียดเป็นรายกรม ว่ามีคนเท่าไร ระดับตำแหน่งอะไร เสียค่าใช้จ่ายเท่าไร ทั้งหมดนี้เพื่อเป็นบัญชีสำหรับการขันน็อต ซึ่งอยากให้ทดลองในปี ๒๕๔๘ จากนั้นก็ปรับปรุงในปี ๒๕๔๙ และพอถึงปี ๒๕๕๐ ก็เอาจริงเลย อย่างน้อยๆ ภายในไตรมาสแรกของปี ๒๕๕๑ ทุกกระทรวงต้องทำรายงานดังกล่าวมา
ยุทธศาสตร์ที่ ๔  บริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
อยากปลุกจิตสำนึกของข้าราชการให้รักธรรมชาติ ถ้าทุกส่วนราชการทำตรงนี้จะดีมาก แต่วันนี้ปรากฏว่ากรมทางหลวงก็ยังเผาหญ้าอยู่อย่างเดิม ทั้งที่ผมบอกนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมไปแล้ว นั่นสะท้อนว่าบอกกับส่วนกลางมันไม่สะท้อนไปถึงพื้นที่ ถ้าส่วนราชการเผาเองแล้วไปบอกชาวบ้านมันจะไปเชื่อได้ไง ดังนั้นจึงขอให้เอาจริงเอาจังกัน
                ยุทธศาสตร์ที่ ๕  ความสัมพันธ์และเศรษฐกิจประเทศ
จะเน้นนโยบายเชิงรุกภายใต้กรอบความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เรื่องเอซีดี เรื่องเอเซียบอนด์ยังต้องทำ รวมถึงเขตการค้าเสรี แต่ไม่ต้องรีบจนเจรจาไม่รอบคอบ และอย่าช้าเกินไป
ยุทธศาสตร์ที่ ๖  ส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
นอกจากการยกเครื่องกฎหมาย ๓๗๗ ฉบับแล้ว เรื่องการปราบปรามคอร์รัปชั่น ใน ๔ ปีนี้ผมมีเวลา ดังนั้นจะเอาจริง ไม่ว่าภาครัฐหรือเอกชนที่นำเงินใต้โต๊ะไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ จะมีการขันน็อตโดยเร็ว ไม่ช้า นี่ผมส่งสัญญาณชัดๆ แล้ว และผมจะปรับเงินเดือนให้ข้าราชการในปี ๒๕๔๙ และ ๒๕๕๑ ดังนั้น ทุกอย่างเอาจริงหมด โดยมีกระทรวงยุติธรรมเป็นเจ้าภาพหลัก
ยุทธศาสตร์ที่ ๗  การส่งเสริมประชาธิปไตย
จะมีการจัดตั้งศูนย์ติดตามคนหายและระบบพิสูจน์ศพนิรนาม ซึ่งผมเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้ เพราะในช่วงเกิดเหตุการณ์สึนามิผมเห็นศพเป็นพันๆ ศพ ซึ่งเชื่อว่าถ้าศพพูดได้เขาก็คงบอกว่าช่วยพาไปหาญาติหน่อย นอกจากนี้การรับฟังความเห็นประชาชนในเรื่องสำคัญๆ หากจำเป็นต้องทำประชาพิจารณ์ก็จะทำ เพื่อให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ ส่วนปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชนผมอยากตั้งคณะกรรมการอีกชุดหนึ่ง โดยยึดรูปแบบเดียวกับคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ เพื่อมาขับเคลื่อนเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่ต้องเข้าใจว่าไทยไม่ใช่ประเทศอังกฤษ การทำอะไรต้องให้เหมาะสมไม่ใช่เว่อร์ผมไม่ชอบเว่อร์ชอบพอดีๆ ผมเป็นมนุษย์ไม่ใช่เทวดาไม่ต้องจุดธูปพูดกัน ดังนั้นจะให้มีสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่สิทธิเทวดาชน ผมอยากให้เข้าใจระบบตรวจสอบและถ่วงดุลคือไม่ให้องค์กรหนึ่งทำอะไรเกินเลย โดยมีอีกองค์กรหนึ่งคอยตรวจสอบ นี่คือระบบประชาธิปไตย ไม่ใช่ระบบดึงขาไม่ให้องค์กรอื่นเดิน ความพอดีอยู่ตรงไหน ต้องเข้าใจตรงนั้น
ยุทธศาสตร์ที่ ๘  รักษาความมั่นคงของรัฐ
ความพร้อมของ  สี่เหล่าทัพเป็นหัวใจสำคัญ ความพร้อมรบไม่จำเป็นต้องมีการรบและไม่อยากรบ เหมือนการซื้อประกัน ถ้าไม่ซื้อประกันเอาไว้ พอไฟไหม้ก็หมดตัว ดังนั้นต้องมีความพร้อมรบ ผมจึงให้เหล่าทัพฝึกซ้อมรบร่วมกัน เพื่อให้แต่ละเหล่าทัพประเมินว่าพร้อมแค่ไหน ขาดแค่ไหน แล้วเราจะปรับปรุง แต่ความพร้อมในที่นี้ต้องไม่เว่อร์ และไม่ใช่พร้อมแบบคนจนเกินไป ต้องพร้อมพอดีๆ ในระดับประเทศชั้นกลาง ไม่ใช่ประเทศเศรษฐี หรือประเทศคนจน      ส่วนปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องดูแล แต่จะเน้นความสมานฉันท์ การพัฒนาการศึกษาที่ถูกต้อง ส่วนผู้ทำผิดกฎหมายก็ปล่อยให้เป็นเรื่องกฎหมายบ้านเมืองตามปกติ และการคุ้มครองดูแลผู้บริสุทธิ์ต้องดำเนินการต่อไป เราจะเดินแนวนี้ที่ผ่านมาไม่เคยมีครั้งไหนจะยกเครื่องปัญหาได้พร้อมกันนาดนี้ นี่ถือเป็นประวัติศาสตร์ และเราจะจัดงบฯเสริมงบฯปกติมากถึง ๑.๕ ล้านล้านบาท แต่ในอีก ๔ ปีนี้อาจจะเห็นว่าผมแก่กว่า ๔ ปีก่อนเยอะ เพราะมีเรื่องต้องทำเยอะ แต่เชื่อว่าเราจะมีความสุขหากทำได้ แค่ทำได้ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ก็มีความสุขแล้ว
สำหรับนักศึกษาที่สนใจรายละเอียดนโยบายทั้ง ๘ ประการ สามารถสืบค้นได้จาก WWW // thaigov.go.th
แนวทางในการวิเคราะห์ข่าวการเมืองสำหรับนักศึกษา
๑.  อ่านหนังสือพิมพ์หลายๆ ฉบับและอ่านทุกๆ วัน ทั้งที่เป็นหนังสือพิมพ์รายวันรายปักษ์เพื่อให้นักศึกษาสามารถติดตามข่าวสารการเคลื่อนไหวเรื่องการเมืองการปกครองได้ทันเหตุการณ์และเข้าใจที่มาที่ไปของข่าวการเมืองเรื่องนั้นๆ
๒.  ดูโทรทัศน์ ฟังวิทยุข่าวที่เกี่ยวข้องกับการเมืองและข่าวอื่นเพราะช่วยในการวิเคราะห์หรืออาจหาเวลาว่างลองเข้าอินเตอร์เนทเพื่อศึกษาข้อมูลบางเรื่องจากแนวคิดของต่างประเทศ
๓.  จับกลุ่มพูดคุยเรื่องการเมืองการปกครองของไทยที่เป็นข่าวจากเพื่อนนักศึกษาโดยฟังแนวคิดและบ้างช่วงก็เสนอความคิดของตนเอง
๔.  จดบันทึกข่าวการเมืองที่สนใจ ใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไรเพื่อจะได้จำและสามารถนำข้อมูลเก่ามาเชื่อมโยงข้อมูลใหม่ได้
ปัญหาการเมืองไทยในปัจจุบันกำลังเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากสำหรับ กลุ่มคนระดับกลาง ตั้งแต่นักวิชาการ กลุ่มคุณครู กลุ่มการไฟฟ้าฝ่ายผลิต กลุ่มที่รู้สึกว่าอำนาจรัฐขาดความชอบธรรมในบางเรื่อง กลุ่มสื่อและอีกหลายๆ กลุ่ม ที่มีแนวคิดเรื่องรัฐไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆภายในประเทศได้ เช่น ปัญหาคอรับชั่น ปัญหาจริยธรรมทางการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการฉกฉวยโอกาสเพื่อผลประโยชน์ของตนและพรรคพวก  แต่ก็มีหลายๆ กลุ่มที่สนับสนุนการกระทำของรัฐ ปัญหาการเมืองทุกวันถ้าจะไม่ให้ระอุทุกฝ่ายควรใช้แนวพระราชดำรัสเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนำวิธีคิดเพื่อให้สังคมไปสงบไม่วุ่นวายจนเป็นปัญหาบานปลายทุกวันนี้ ในที่นี้ขอยกพระราชดำรัชเรื่อง ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
  วิเคราะห์ปัญหาการเมืองในระหว่าปี พ.ศ. ๒๕๔๘-๒๕๕๑
             วิกฤตการณ์การเมืองในประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๔๘-๒๕๕๑ คือ ชุดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีสาเหตุที่เริ่มต้นมาจากหลายฝ่ายมีความเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สมควรลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและวิกฤตการณ์ต่างๆเหล่านี้นำไปสู่การทำรัฐประหารในวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ และถึงแม้ว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๕๐ แต่วิกฤตการณ์ยังคงดำเนินมาถึงปัจจุบัน   http://th.wikipedia.org

จุดเริ่มต้นของวิกฤตการณ์ปัญหาการเมืองการปกครองของไทย
                สำหรับวิกฤตการณ์ที่เป็นปัญหาและเกิดขึ้นในสังคมไทยเกี่ยวกับเรื่องการเมืองการปกครองมีเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ที่ทำให้สังคมไทยมีสภาพผันผวนทางการเมืองสูงจนนำไปสู่การทำรัฐประหารโดยเรียงลำดับเป็นข้อๆ ดังนี้
๑.  กรณีการยกเลิกรายการเมืองไทยรายสัปดาห์
           ราวกลางเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘ คณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) (บมจ.อสมท) ชุดที่มี นายเรวัต ฉ่ำเฉลิม เป็นประธาน และ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.อสมท เป็นกรรมการและเลขานุการ มีมติให้ระงับการออกอากาศรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ทางสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ทีวี (ช่อง ๙ ) อย่างไม่มีกำหนด เนื่องจาก นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ดำเนินรายการ ได้อ่านบทความเรื่อง "ลูกแกะหลงทาง" ซึ่งมาจากความคิดเห็นท้ายข่าว ในเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ที่มีเนื้อหาโดยอ้อม กล่าวหารัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรโดยเชื่อมโยงไปถึงสถาบันเบื้องสูง ซึ่งเป็นการมิบังควร ซึ่งนายสนธิ  ลิ้มทองกุล เห็นว่าเป็นการกลั่นแกล้ง และได้แถลงข่าวตอบโต้ที่บ้านพระอาทิตย์ในวันเดียวกันว่า ตนจะออกไปจัดรายการนอกสถานที่ และเชิญชวนประชาชนเข้ามารับฟังให้มากที่สุด ซึ่งได้ขยายตัวกลายเป็นการขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในเวลาต่อมา
๒.  กรณีหลวงตามหาบัว
             จากกรณีที่ พล.ต.ท.อุดม เจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนานำหลักฐานการจ่ายเช็คของขวัญให้ที่ประชุมกรรมการหาเถรสมาคม(มส.)ดูและระบุว่าเป็นอภินันทนาการจากพระธรรมวิสุทธิมงคล หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นค่าใช้จ่ายนำพระมาชุมนุมเรียกร้องให้สอบสวนและให้ปลดนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในกรณีการแต่งตั้งผู้แทนสังฆราชนั้น เมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน นายทองก้อน วงศ์สมุทร ลูกศิษย์หลวงตามหาบัวกล่าวว่าเช็คของขวัญดังกล่าวเป็นปัจจัยที่หลวงตามหาบัวกับประชาชนที่มีศรัทธาทำบุญร่วมกันให้พระที่จะมาร่วมงานประชุมเพลิงพระอาจารย์ปัญญา รองเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี เมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม โดยมีการถวายให้กับพระทุกรูปที่มาร่วมงานศพ และมีการแบ่งเป็นระดับชั้นถ้าเป็นระดับเจ้าอาวาสที่มาจากต่างประเทศ ก็จะได้ปัจจัยเป็นค่าใช้จ่าย
เพราะพระอาจารย์ปัญญาเป็นชาวอังกฤษ และการที่ให้เช็คของขวัญกับพระที่มาร่วมงานก็เพราะพระจับเงินไม่ได้ ส่วนกรณีที่ พล.ต.ท.อุดมนำพระที่มีชื่อว่าพระอาจารย์วิชิต สวีโร พระวัดป่าปูลูสันติวัฒนา ต.บ้านเชียง อ.หนองหาน จ.อุดรธานี ทางลูกศิษย์ได้ไปสอบถามที่วัดพบว่าเป็นพระที่ไม่มีรายชื่อจำพรรษาอยู่ที่วัดแต่เวลาส่งจดหมายไปขอปัจจัย กลับใช้ชื่อฉายาปลอมเป็นชื่อหลวงพ่อพวง เป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดดังกล่าว ไม่ทราบเหตุผลว่าทำไมต้องปลอมชื่อด้วย นอกจากนี้ ตร.สภ.อ.หนองหาน สอบสวนพบว่าคนที่ไปรับปัจจัยเป็นฆารวาสที่เข้าออกในวัด และขณะนี้กำลังหลบหนีอยู่ พล.ต.ท.อุดม เจริญ นำหลักฐานขึ้นมากล่าวหาหลวงตามหาบัวทั้งที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเลย
ด้าน พล.ต.ท.อุดม เจริญ กล่าวถึงกรณีหลวงตามหาบัว ญานสัมปันโน เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี ออกมาระบุว่าเช็คที่ส่งให้พระอาจารย์วิชิต สุรีโร วัดป่าปูลูสันติวิวัฒนา ต.บ้านเชียง อ.หนองหาน จ.อุดรธานี ไม่ได้เป็นค่าใช้จ่ายนำพระมาชุมนุมเรียกร้อง ปลดนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แต่เป็นเช็คช่วยงานศพพระว่าเป็นเรื่องที่จะมีการออกมากล่าวอ้างได้ว่าไม่ใช่
ตนได้ให้เจ้าหน้าที่ลงไปตรวจเรื่องนี้ด้วย โดยประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจในข้อมูลเหล่านี้ ส่วนจะรายงาน มส.หรือไม่นั้นยังต้องรอก่อนพระพรหมวชิรญาณ เจ้าอาวาสวัดยานนาวา ในฐานะกรรมการมหาเถรสมาคม(มส.) กล่าวว่า คิดว่าสำนักงานพศ.น่าจะลงไปตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยตัวเอง ซึ่งเรื่องนี้มส.เพียงรับฟังข้อมูลที่ได้รายงานมาให้ทราบและได้มีการมอบให้เจ้าคณะหนใหญ่ธรรมยุตในฐานะที่เป็นพระผู้ปกครองไปดำเนินการเรื่องนี้ หาก พศ.มีข้อมูลอะไรเพิ่มเติมก็เสนอให้กับเจ้าคณะหนใหญ่ธรรมยุตได้ ด้าน พล.ต.ท.อุดม เจริญ กล่าวถึงกรณีหลวงตามหาบัว ญานสัมปันโน เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานีออกมาระบุว่าเช็คที่ส่งให้พระอาจารย์วิชิต สุรีโร วัดป่าปูลูสันติวิวัฒนา ต.บ้านเชียง อ.หนองหาน จ.อุดรธานี ไม่ได้เป็นค่าใช้จ่ายนำพระมาชุมนุมเรียกร้องปลดนายวิษณุ เครืองามรองนายกรัฐมนตรี แต่เป็นเช็คช่วยงานศพพระว่าเป็นเรื่องที่จะมีการออกมากล่าวอ้างได้ว่าไม่ใช่ตนได้ให้เจ้าหน้าที่ลงไปตรวจเรื่องนี้ด้วย โดยประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจในข้อมูลเหล่านี้ ส่วนจะรายงานมส.หรือไม่นั้นยังต้องรอก่อนพระพรหมวชิรญาณ เจ้าอาวาสวัดยานนาวา ในฐานะกรรมการมหาเถรสมาคม(มส.) กล่าวว่า คิดว่าสำนักงานพศ.น่าจะลงไปตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยตัวเอง ซึ่งเรื่องนี้ มส.เพียงรับฟังข้อมูลที่ได้รายงานมาให้ทราบและได้มีการมอบให้เจ้าคณะหนใหญ่ธรรมยุตในฐานะที่เป็นพระผู้ปกครองไปดำเนินการเรื่องนี้ หาก พศ.มีข้อมูลอะไรเพิ่มเติมก็เสนอให้กับเจ้าคณะหนใหญ่ธรรมยุตได้http://www.lawyerthai.com/news

๓.  กรณีการทำบุญในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
            วันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๘ พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางไปเป็นประธานในพิธีทำบุญประเทศไทย ภายในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) โดยมีข้อกล่าวหาว่า มีการจัดที่ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ นั่งในตำแหน่งที่ประทับของพระมหากษัตริย์ จึงมีผู้วิจารณ์ว่า ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง
การตอบกลับ ทาง สทท. และโมเดิร์นไนน์ทีวีโดยรัฐบาลได้ชี้แจง ผ่านรายการกรองสถานการณ์ ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ในเวลา ๒๐.๓๐ น. และรายการพิเศษ ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี ในเวลา ๒๒.๐๐ น.โดยมีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี รศ.ธงทอง จันทรางศุ รองปลัดกระทรวงยุติธรรมในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านพระราชสำนัก และรองผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งทั้งสามชี้แจงว่า ได้ส่งหนังสือขอใช้สถานที่ไปยังสำนักพระราชวัง และทางสำนักพระราชวังตอบรับด้วยวาจาแล้ว แต่มีหนังสืออนุญาตออกมาภายหลัง เนื่องจากกระบวนวิธีทางเอกสารราชการที่มีความล่าช้า ส่วนเรื่องของตำแหน่งที่นั่งนั้น เป็นตำแหน่งที่ถูกต้องแล้ว ตามรูปแบบการจัดที่นั่งในพระอุโบสถวัดพระแก้วของสำนักพระราชวัง โดยมีหนังสืออธิบายรูปแบบการจัดที่นั่งดังกล่าว ที่ลงนามท้ายหนังสือโดย นายแก้วขวัญ วัชโรทัย เลขาธิการพระราชวัง
          นอกจากนี้ นายแก้วขวัญได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ Post Today โดยกล่าวว่า “เขาเจตนาดี ไปไหว้พระให้ประเทศชาติสงบสุข พากันไปทั้งคณะ ไปไหว้พระแก้ว เป็นพระศักดิ์สิทธิ์ของประเทศไทย ไปให้สัตย์ปฏิญาณสาบานตน คนเข้าไปในวัดพระแก้วเขาผิดหรือ” ทั้งนี้กองงานพระราชพิธีก็ได้ประชุมภายใน และนำภาพข่าวพืธีมาพิจารณาก็เห็นว่าถูกต้องนอกจากนี้นายกรัฐมนตรีก็มีหน้าที่กำกับบังคับบัญชาสำนักพระราชวัง เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด ดังนั้น พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ก็น่าจะเข้าไปในวัดพระแก้วได้
๔.  การชุมนุมต่อต้านขับไล่และสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ
๕.  การขายหุ้น กลุ่มบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในกรณีตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ขายหุ้นกลุ่มบริษัทชินคอร์ป ทำให้นักวิชาการและประชาชนบางกลุ่มไม่พอใจในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและการเลี่ยงภาษีจึงนำมาซึ่งความพยายามถอดถอน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
๖.  การยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๔๙
          เย็นวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๙ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร และจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นใหม่ ในวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๙ โดยให้เหตุผลในการแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เมื่อเวลา ๒๐.๓๐ น. ในคืนเดียวกันว่า มีกลุ่มคนที่ใช้วิถีทางนอกระบอบประชาธิปไตย กดดันให้ตนลาออกจากตำแหน่ง แต่ตนจะขอใช้วิถีทางประชาธิปไตย เพื่อให้ประชาชนตัดสินว่า ต้องการให้ตนกลับมาบริหารประเทศต่อหรือไม่
๗.  การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๙
สำหรับการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๔๙ พรรคประชาธิปัตย์ไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งและปัญหาวุ่นวายทางการเมืองมากมายในที่สุดทักษิณประกาศเว้นวรรค พร้อมลาราชการและใน
วันที่ ๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๙ เวลา ๒๐.๓๐ น. พ.ต.ท.ทักษิณ แถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยว่า ตนจะไม่ขอเข้ารับการสรรหาบุคคล เพื่อดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากการเลือกตั้งฯ เมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๔๙ โดยให้เหตุผลว่า เพื่อเป็นการสร้างความสมานฉันท์ และความปรองดองในชาติ แต่ยังจำเป็นต้องรักษาการในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป จนกว่าจะมีการสรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่จนแล้วเสร็จแต่เมื่อยังคงมีกระแสต่อต้าน จากกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อ ดังนั้น ในวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๙ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ลาราชการ และแต่งตั้งให้ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนในระหว่างลาราชการ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เดินทางเยือนและพบปะหารือเป็นการส่วนตัวกับผู้นำหลายประเทศ ได้แก่ สหราชอาณาจักร  ฝรั่งเศส  รัสเซีย  ญี่ปุ่น  จีน และ เขตเศรษฐกิจพิเศษฮ่องกง ตั้งแต่ วันที่ ๒๔ ถึง ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๙
               การคว่ำบาตรการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในไทย เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๙
เว็บย่อ: th.wikipedia.org/wiki/GeneralElection๔๙
            นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย แถลงข่าวในวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์พ.ศ. ๒๕๔๙ ถึงการคว่ำบาตรการเลือกตั้ง
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในไทย เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๙ เป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จัดขึ้นในวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๙ โดยมีสาเหตุเนื่องมาจากนายกรัฐมนตรี พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร    ได้ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๙ เพื่อหนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ฝ่ายค้านยื่นอภิปรายซึ่งตนเคยให้สัญญาไว้ก่อนเลือกตั้งว่าพร้อมแบ่งคะแนนเสียงให้ฝ่ายค้านทุกเมื่อหากต้องการนำไปใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจตนเอง แต่เมื่อถึงเวลาดังกล่าวกลับเจอมรสุมการเมืองรุมเร้ามากมาย รวมทั้งรัฐมนตรีของตนไม่สามารถตอบคำถามที่ชัดเจนต่อประชาชนได้จึงจำเป็นต้องประกาศยุบสภาเพื่อมิให้ข้อมูลต่างๆที่ถูกตรวจสอบถูกเผยแพร่ออกไปสู่สาธารณะชนมากขึ้นอันจะเป็นผลเสียต่อตนเอง จึงต้องจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปภายใน ๖๐ วันตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ โดยท้ายที่สุด เมื่อการเลือกตั้งเสร็จสิ้นแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินให้การเลือกตั้งในครั้งนี้เป็นโมฆะ จึงทำให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง โดยกำหนดให้มีขึ้นในในวันที่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๙
       ภายหลังการการยุบสภาผู้แทนราษฎร พรรคร่วมฝ่ายค้านเดิมซึ่งประกอบด้วย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคมหาชน ได้ทำหนังสือถึงพรรคไทยรักไทย เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๙ เพื่อขอให้ลงนามในสัตยาบันร่วมกันว่า หลังการเลือกตั้งจะจัดให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๓๑๓ โดยกำหนดให้มีคณะบุคคลที่เป็นกลางเป็นผู้ดำเนินการในการยกร่างรัฐธรรมนูญ พรรคไทยรักไทยแสดงจุดยืนว่า ไม่ต้องการลงสัตยาบันแก้ไขรัฐธรรมนูญร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน  และดำเนินการเชิญหัวหน้าพรรคการเมืองทุกพรรคมาหารือร่วมกัน ในวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๙ ที่อาคารวุฒิสภา และเสนอให้ทุกพรรคทำสัญญาประชาคมแก้ไขรัฐธรรมนูญในระหว่างการเลือกตั้ง จากนั้นค่อยมาตั้งคณะกรรมการที่เป็นกลางชุดหนึ่งขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่  พรรคฝ่ายค้านทั้ง ๓ พรรคเห็นว่าท่าทีของพรรคไทยรักไทย มีเจตนาที่จะถ่วงเวลา จึงประกาศคว่ำบาตรการเลือกตั้ง โดยไม่ส่งผู้สมัคร
         กรณีนายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ
        เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ นายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ ผู้สมัครในบัญชีรายชื่อลำดับที่ ๙๓ ของพรรคไทยรักไทยได้ยื่นใบลาออกจากสมาชิกพรรคพรรคไทยรักไทย อย่างกะทันหัน และเข้าพิธีอุปสมบทที่วัดพิกุลทอง จากนั้นได้เดินทางไปจำวัดที่วัดสวนแก้ว จังหวัดนนทบุรี ซึ่งมีพระพยอม กัลยาโณ เป็นเจ้าอาวาสการลาออกของนายแพทย์เปรมศักดิ์ ส่งผลให้พรรคไทยรักไทยมี ส.ส.บัญชีรายชื่อ เหลือเพียง ๙๙ คน (คาดการณ์ว่า จะไม่มีพรรคใดได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ถึง ๕% ทำให้ ส.ส.บัญชีรายชื่อทั้ง ๑๐๐ คน จะมาจากพรรคไทยรักไทยทั้งหมด) เมื่อรวมกับ ส.ส.ระบบเขตอีก ๔๐๐ คน เป็น ๔๙๙ คน ไม่ครบตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๙๘ ของรัฐธรรมนูญว่า สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกจำนวนห้าร้อยคนโดยเป็นสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อตามมาตรา ๙๙ จำนวนหนึ่งร้อยคน และสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งตามมาตรา ๑๐๒ จำนวนสี่ร้อยคน และส่งผลให้จำนวน ส.ส.ไม่ครบที่จะเป็นองค์ประกอบของสภาผู้แทนราษฎร ไม่สามารถประกอบรัฐพิธีเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร และไม่สามารถประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อคัดเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายกรัฐมนตรีได้
การเลือกตั้งวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๙พาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์สยามรัฐลงข่าว ๓ พรรคฝ่ายค้านร่วมคว่ำบาตรการเลือกตั้ง
            เหตุการณ์ในช่วงการเลือกตั้ง
          ๓ พรรคฝ่ายค้าน ประชาธิปัตย์,ชาติไทย,มหาชน คว่ำบาตรการเลือกตั้ง โดยไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งลงแข่งขัน
             รศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร หัวหน้าภาควิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฉีกบัตรเลือกตั้งต่อหน้าสื่อมวลชน แสดงแนวทางอารยะขัดขืน
            ยศศักดิ์ โกศัยกานนท์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ใช้ไม้จิ้มฟันแทงที่นิ้วหลายครั้งและนำเลือดมาใช้ในการ กาบัตรเลือกตั้งและยืนยันว่าไม่เป็นการผิดกฎหมาย ในเขตลาดพร้าว เพื่อเป็นการแสดงแนวทางอารยะขัดขืน แบบหนึ่ง
           ปัญหาในการเลือกตั้ง
         ผู้สมัครจำนวนหลายสิบเขต ได้คะแนนน้อยกว่าคะแนนไม่เลือกใคร แต่ได้รับเลือกด้วยเกณฑ์ร้อยละยี่สิบ และเกณฑ์กรณีมีผู้สมัครมากกว่าหนึ่งคน
         คูหาเลือกตั้งหันหลังออก ทำให้เกรงว่าอาจจะทำให้สามารถมองเห็นการลงคะแนนได้โดยง่าย
มีการร้องเรียนว่า ที่หน่วยเลือกตั้งไม่มีปากกาเพียงพอ และบางหน่วยเตรียมไว้ให้เพียงตรายางสำหรับประทับ
          เดิม กกต. ให้ใช้เฉพาะตรายาง ต่อมาได้มีการร้องเรียนไปยังศาลปกครองเป็นกรณีเร่งด่วน และศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวให้สามารถใช้ได้ทั้งปากกา และตรายางประทับ คำสั่งศาลปกครอง
          มีการนำรายชื่อผู้สมัครไปติดไว้ในคูหาเลือกตั้ง
          มีบัตรเสียจำนวนเพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้วอย่างผิดปกติ โดยเฉพาะบัตรเสียในบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต
           ผลการเลือกตั้ง
คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๔๙ ดังนี้
การใช้สิทธิเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์)
จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ๔๔,๙๐๙,๕๖๒ คน
จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ๒๙,๐๘๘,๒๐๙ คน (๖๔.๗๗%) แยกเป็น
บัตรเสีย ๑,๖๘๐,๑๐๑ ใบ (คิดเป็น ๕.๗๘%)
ไม่ประสงค์ลงคะแนน (โนโหวต) ๙,๐๕๑,๗๐๖ คน (คิดเป็น ๓๑.๑๒%)
แยกรายพรรค ๑๘,๓๕๖,๔๐๒ คะแนน
พรรคไทยรักไทย ๑๖,๔๒๐,๗๕๕ คะแนน (คิดเป็น ๕๖.๔๕%)
พรรคเกษตรกรไทย ๖๗๕,๖๖๒ คะแนน
พรรคพลังประชาชน ๓๐๕,๐๑๕ คะแนน
พรรคประชากรไทย ๒๙๒,๘๙๕ คะแนน
พรรคธัมมาธิปไตย ๒๕๕,๘๕๓ คะแนน
พรรคไทยช่วยไทย ๑๔๖,๖๘๐ คะแนน
พรรคพัฒนาชาติไทย ๑๓๔,๕๓๔ คะแนน
พรรคแผ่นดินไทย ๑๒๕,๐๐๘ คะแนน
การใช้สิทธิเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง
จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ๔๔,๗๗๘,๖๒๘ คน
จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ๒๘,๙๙๘,๓๖๔ คน (๖๔.๗๖%) แยกเป็น
บัตรเสีย ๓,๗๗๘,๙๘๑ ใบ (คิดเป็น ๑๓.๐๓%)
ไม่ประสงค์ลงคะแนน ๙,๖๑๐,๘๗๔ คน (คิดเป็น ๓๓.๑๔ %)
แยกรายพรรค ๑๕,๖๐๘,๕๐๙ คะแนน
หมายเหตุ ข้อมูลส.ส.แบบระบบบัญชีรายชื่อ ๓๙๙ เขต (ขาด สมุทรสาคร เขต ๓) ขณะที่ข้อมูลส.ส.แบบแบ่งเขต ๓๙๘ เขต (ขาด นนทบุรี เขต ๓ และ สมุทรสาคร เขต ๓) และการใช้สิทธิเลือกตั้งบัญชีรายชื่อมากกว่าแบบแบ่งเขต เพราะ จ.นนทบุรี เขต ๓ มีการเลือกตั้งเฉพาะส.ส.บัญชีรายชื่อ
ข้อวิจารณ์การทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
การประชุมกำหนดการเลือกตั้ง ๒ เมษายน ๒๕๔๙ น่าจะไม่ชอบ เกี่ยวกับองค์ประชุม ที่กำหนดในพรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการเลือกตั้ง ๒๕๔๐ มาตรา ๘ ระบุเรื่องการประชุมให้มีไม่น้อยกว่า ๔ ใน ๕ ของเท่าที่มีอยู่ แต่ในวันที่ประกาศ พรฎ นั้น กรรมการ กกต. มีจำนวนเพียง ๓ คน จากที่มีอยู่ ๔ คน(กกต. จะต้องมี ๕ คนตามรัฐธรรมนูญ แต่ มีกรรมการ ๑ คนเสียชีวิตเมื่อ พย.๒๕๔๘ ยังไม่มีการสรรหาเพิ่ม, และขณะนั้น ๑ คนเดินทางไปต่างประเทศ)
กำหนดให้มีการเลือกตั้งใหม่ใน ๔๐ เขตในวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๔๙ โดยเปิดรับผู้สมัครใหม่เมื่อวันที่ ๘-๙ เมษายน แต่ให้ผู้ที่เคยสมัครในการเลือกตั้งรอบแรก ใช้หมายเลขเดิม
เปิดโอกาสให้ผู้สมัครเวียนเทียนสมัคร โดยผู้สมัครที่ขาดคุณสมบัติในเขตการเลือกตั้งหนึ่ง และแพ้การเลือกตั้งในวันที่ ๒ เมษายน และทาง กกต.ยังไม่ได้รับรองการเลือกตั้ง สามารถย้ายไปลงสมัครที่เขตอื่น จังหวัดอื่นได้ ทั้งนี้ผู้อำนวยการเขตเลือกตั้งได้ตัดสิทธิ์ของผู้สมัครเหล่านี้ แต่กลับมีหนังสือเวียนโดยนายวาสนา เพิ่มลาภ ประธาน กกต. แจ้งให้รับสมัครได้
เปิดโอกาสให้ผู้สมัครที่ขาดคุณสมบัติในการเลือกตั้งวันที่ ๒ เมษายน เนื่องจากไม่ได้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งครั้งก่อนหน้า ลงสมัครรับเลือกตั้งในวันที่ ๒๓ เมษายน ได้ โดยอ้างว่าได้รับสิทธิ์คืนมา เนื่องจากไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ ๒ เมษายน แล้ว
เปิดโอกาสให้ผู้สมัครที่ขาดคุณสมบัติในการเลือกตั้งวันที่ ๒ เมษายน เนื่องจากเป็นสมาชิกพรรคการเมืองไม่ครบ ๙๐ วัน นับถึงวันรับสมัครรอบแรก ลงสมัครรับเลือกตั้งในวันที่ ๒๓ เมษายนได้ เนื่องจากเป็นสมาชิกพรรคการเมืองครบ ๙๐ วัน ในวันรับสมัครรอบที่สอง วันที่ ๘-๙ เมษายน แล้ว
การเลือกตั้งวันที่ ๒๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๙
คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ ๒๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๙ จำนวน ๔๐ เขตเลือกตั้ง ใน ๑๗ จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดนนทบุรี จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดชุมพร จังหวัดตรัง จังหวัดปัตตานี จังหวัดพังงา จังหวัดสตูล จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดภูเก็ต จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดนราธิวาส จังหวัดยะลา จังหวัดพัทลุง จังหวัดสงขลา จังหวัดกระบี่
เหตุการณ์ในช่วงการเลือกตั้ง
ผู้อำนวยการ กกต.เขต จังหวัดสงขลา ประกาศลาออกจากตำแหน่งทั้ง ๗ เขต เนื่องจากไม่พอใจการทำงานของ กกต. กลาง
กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน ๗ หน่วยเลือกตั้ง ประท้วงการเลือกตั้ง โดยบางหน่วยไม่ไปรับบัตรเลือกตั้งที่ กกต.จังหวัด และบางหน่วยไปรับบัตรเลือกตั้ง แต่ไม่เปิดทำการ
มีผู้ฉีกบัตรเลือกตั้ง เพื่อประท้วงการเลือกตั้ง ในจังหวัดสงขลา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดยะลา จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดชุมพร จังหวัดสุราษฎร์ธานี
มีผู้ประท้วงการเลือกตั้ง โดยลงชื่อและรับบัตรเลือกตั้ง แล้วส่งบัตรเลือกตั้งคืนให้กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง โดยไม่มีการกาเครื่องหมายใดๆ ที่จังหวัดพัทลุง
ผลการเลือกตั้ง
การเพิกถอนการเลือกตั้ง และการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่
การเลือกตั้งในครั้งนี้ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ขอให้ ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัย ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๘ กรณีการดำเนินการของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่เกี่ยวกับ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่ วันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๙ จนถึงปัจจุบัน มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้ เพิกถอนการเลือกตั้ง เพื่อจะได้จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดย ศาลรัฐธรรมนูญ กำหนดการพิจารณาวินิจฉัย ในวันจันทร์ที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๙
ผลการพิจารณา กรณีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เสียงข้างมาก จำนวน ๘ ท่าน วินิจฉัยว่า การดำเนินการของ กกต. ดังกล่าว มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เสียงข้างน้อย จำนวน ๖ ท่าน วินิจฉัยว่า การดำเนินการของ กกต. ดังกล่าว ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญในส่วนของการพิจารณา เพิกถอนการเลือกตั้ง และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่นั้น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน ๙ ท่าน วินิจฉัยว่า ให้มีการเพิกถอนการเลือกตั้ง และต้องจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการเลือกตั้งทั่วไปใหม่ [๖]
 กกต.ดำเนินการเลือกตั้งที่ไม่ชอบ และคำพิพากษาจำคุก กกต.
จากกรณีที่นายถาวร เสนเนียม รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง กกต.ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ความผิดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ได้นำมาซึ่งคำพิพากษาให้ กกต.ต้องโทษจำคุก และออกจากตำแหน่งไปเมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ข่าวคำพิพากษาจาก นสพ.มติชน จนมีการสรรหา กกต.ใหม่ และคาดว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ ตามพระราชกฤษฎีกาฯ ได้ในวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๔๙

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในไทย ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ เป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่กำหนดให้จัดขึ้นในวันที่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินให้การเลือกตั้งครั้งก่อนหน้า เมื่อวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๙ เป็นโมฆะ จึงทำให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง อย่างไรก็ตามการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกยกเลิก
๘.  พระราชดำรัสแก่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดและผู้พิพากษาศาลฎีกา
            พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานแก่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่ ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์  วันอังคารที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๙  ความสรุปว่า
            “ในเวลานี้ เราให้พูดเรื่องการเลือกตั้ง ศาลเองมีสิทธิ ที่จะพูดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง โดยเฉพาะเลือกตั้งของผู้ที่ได้คะแนนไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็เขาเลือกตั้งคนเดียว ซึ่งมีความสำคัญ คือว่าถ้าไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ในที่สุดการเลือกตั้งไม่ครบจำนวน ไม่ทราบว่าเกี่ยวข้องกับพวกท่านหรือเปล่า แต่ความจริงน่าจะเกี่ยวข้องเหมือนกัน เพราะว่าถ้าไม่มีจำนวนผู้ที่ได้รับเลือกตั้งพอ ก็กลายเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตย ที่ดำเนินการไม่ได้
            แล้วถ้าดำเนินการไม่ได้ ที่ท่านได้ปฏิญาณไว้เมื่อกี้นี้ ก็เป็นหมัน ที่บอกว่าจะต้องทำทุกอย่างเพื่อให้การปกครองแบบประชาธิปไตย ต้องดำเนินการไปได้ ท่านก็เลยทำงานไม่ได้ ถ้าท่านทำงานไม่ได้ ท่านก็อาจจะต้องลาออก ไม่มีทางแก้ ต้องหาทางแก้ไขให้ได้ เขาก็จะบอกว่า ต้องไปถามศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญก็บอกว่า ไม่ใช่เรื่องศาลรัฐธรรมนูญ เป็นการร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อร่างเสร็จแล้วก็ไม่เกี่ยวข้อง
            ก็เลยขอร้องท่าน อย่าทอดทิ้งการปกครองแบบประชาธิปไตย การปกครองแบบที่จะทำให้บ้านเมืองดำเนินการไปได้ อีกข้อหนึ่งคือ การที่จะบอกว่าจะมีการยุบสภา และต้องเลือกตั้งภายใน ๓๐ วัน ถูกต้องหรือไม่ ไม่พูดถึง ไม่พูดกันเลย ถ้าไม่ถูกต้อง ก็จะต้องแก้ไข แล้วก็อาจจะให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ ซึ่งท่านจะมีสิทธิ ที่จะบอกว่าอะไรที่ควรหรือไม่ควร
           ที่ไม่ควร ไม่ได้บอกว่ารัฐบาลไม่ดี แต่ว่าเท่าที่ฟัง ดูมันเป็นไปไม่ได้ ในการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย เลือกตั้งขึ้นพรรคเดียว เบอร์เดียว ไม่ใช่ทั่วไป อย่างมีคนที่สมัครเลือกตั้งคนเดียว มันเป็นไปไม่ได้ มันไม่ใช่เรื่องของประชาธิปไตย เมื่อไม่เป็นประชาธิปไตย ท่านก็ควรคิดว่า ต้องดูว่าตัวเองเกี่ยวข้องกับเรื่อง เกี่ยวกับการปกครองให้ดี ขอฝากอย่างดีที่สุดเท่าที่ท่านจะทำได้
           ท่านลาออก ท่านเอง ไม่ใช่รัฐบาลลาออก ท่านเองต้องลาออก ทำไม่ได้ รับหน้าที่ไม่ได้ เมื่อสักครู่ที่ปฏิญาณ ไปดูดีๆ จะเป็นการไม่ได้ทำตามที่ปฏิญาณ ฟังวิทยุเมื่อเช้านี้ กรณีเกิดที่กิ่ง อ.นบพิตำ ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ไม่ใช่แห่งเดียว ที่อื่นมีหลายแห่ง ที่จะทำให้บ้านเมืองล่มจม บ้านเมืองไม่สามารถที่จะรอดพ้นจากสถานการณ์ที่ไม่ถูกหลัก
            ฉะนั้น ก็ขอให้ท่านไปศึกษาว่าเกี่ยวข้องหรือไม่ แต่ถ้าท่านไม่เกี่ยวข้อง ท่านลาออกดีกว่า ท่านเป็นผู้ที่ได้รับหน้าที่ ท่านเป็นผู้ที่มีความรู้ เป็นผู้ที่ต้องทำให้บ้านเมืองดำเนินได้ ถ้าไม่เช่นนั้น ต้องไปปรึกษากับผู้พิพากษาที่จะเข้ามา คือผู้พิพากษาศาลฎีกา ท่านก็เกี่ยวข้องเหมือนกัน ก็ปรึกษากันทั้ง ๔ คน
           ปรึกษากับผู้พิพากษาศาลฎีกาที่จะเข้ามาใหม่ ปรึกษากับท่าน ก็เป็นจำนวนหลายคน ที่มีความรู้ ที่มีความซื่อสัตย์สุจริต ที่มีความรักในหน้าที่ ที่จะทำให้บ้านเมืองมีขื่อมีแป ขอฝากไว้ เราจะขอบใจมาก เดี๋ยวมันยุ่ง เพราะไม่มีสภาผู้แทนฯ ก็ไม่สามารถมีการปกครองแบบประชาธิปไตยได้ ของเรามีศาลหลายชนิดมากมาย เรามีสภาหลายแบบ และทุกแบบต้องเข้ากัน ปรองดองกัน และคิดหาทางที่จะแก้ไขได้
          ที่พูดอย่างนี้ ค่อนข้างจะประหลาดหน่อย ที่ต้องขอร้องแบบนี้ ไม่งั้นเดี๋ยวก็มาบอกว่ามาตรา ๗ ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งขอยืนยันว่ามาตรา ๗ ไม่ได้หมายถึง มอบให้พระมหากษัตริย์มีอำนาจที่จะทำอะไรตามชอบใจ มาตรา ๗ พูดถึงการปกครอง แบบมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไม่ได้บอกให้พระมหากษัตริย์ตัดสินใจ ทำได้ทุกอย่าง
          ถ้าทำไป เขาจะว่าพระมหากษัตริย์ทำเกินหน้าที่ได้ ซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยทำเกินหน้าที่ ถ้าทำเกินหน้าที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย เขาอ้างถึงครั้งก่อนนี้ว่า รัฐบาลอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ตอนนั้นไม่ได้ทำเกินอำนาจพระมหากษัตริย์ ตอนนั้นไม่มีสภา สภาไม่อยู่ ประธานสภาไม่อยู่ รองประธานสภาทำหน้าที่ เขามีนายกรัฐมนตรี ที่สนองพระบรมราชโองการได้ ตามรัฐธรรมนูญในครั้งนั้น
           ตอนนั้น ไม่ใช่นายกฯ พระราชทาน ไม่ได้ผิดรัฐธรรมนูญ นายกฯ พระราชทาน หมายถึง ตั้งนายกฯ โดยไม่มีกฎเกณฑ์ เมื่อครั้งนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกฯ มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ คือรองประธานสภานิติบัญญัติ ฉะนั้น ไปทบทวนประวัติศาสตร์หน่อย ท่านก็เป็นผู้ใหญ่ และท่านก็ทราบว่ามีกฎเกณฑ์ที่รองรับอย่างไร
           ตอนนั้นสภาอื่นๆ แม้ที่เรียกว่าสภาสนามม้า เขาก็หัวเราะกัน สภาสนามม้า แต่ไม่ผิดกฎหมาย เพราะว่านายสัญญา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ก็สบายใจว่า ทำอะไรแบบถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ แต่ครั้งนี้ เขาจะทำอะไรผิดรัฐธรรมนูญ ใครเป็นคนบอกก็ไม่ทราบ ข้าพเจ้าเองก็รู้สึกว่าผิด ก็ขอให้ช่วยปฏิบัติอะไร คิดอะไร ที่ไม่ให้ผิดกฎเกณฑ์รัฐธรรมนูญ จะทำให้บ้านเมืองพ้นอุปสรรคและมีความเจริญรุ่งเรืองได้
           ก่อนหน้านี้ อาจมองหน้าที่ของศาลปกครองมีขอบข่ายไม่กว้างขวาง ความจริงกว้างขวาง แต่เวลานี้ถ้าจะให้พูด ศาลเองมีสิทธิที่จะพูดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการเลือกตั้งที่ได้คะแนนไม่ต้องร้อยละ ๒๐ เลือกตั้งอยู่คนเดียว ซึ่งมีความสำคัญ เพราะในที่สุดการเลือกตั้งไม่ครบจำนวน ไม่ทราบว่าเกี่ยวข้องกับท่านหรือเปล่า ความจริงน่าจะเกี่ยวข้อง เพราะถ้าไม่มีจำนวนผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งพอ การปกครองแบบประชาธิปไตยก็ดำเนินการไม่ได้ แล้วที่ท่านปฏิญาณว่าจะทำงานเพื่อประชาธิปไตยก็ทำไม่ได้ ท่านก็อาจต้องลาออก โดยไม่ได้แก้ปัญหาที่มี ต้องหาทางแก้ไขให้ได้ อาจไปปรึกษาศาลรัฐธรรมนูญ แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็บอกไม่ใช่เรื่อง บอกว่าเป็นการร่างรัฐธรรมนูญ ร่างเสร็จแล้วไม่เกี่ยวข้องเลยขอร้องท่าน อย่าทอดทิ้งการปกครองแบบประชาธิปไตย การปกครองแบบที่จะทำให้บ้านเมืองดำเนินการไปได้
             อีกข้อหนึ่ง ที่บอกมีการยุบสภาแล้ว ต้องเลือกตั้งภายใน ๓๐ วัน ถูกต้องหรือไม่ ไม่พูดถึง ไม่พูดกันเลย ถ้าไม่พูดก็ต้องแก้ไข ว่าจะให้การเลือกตั้งนี้เป็นโมฆะหรืออะไร ซึ่งท่านมีสิทธิจะบอกว่าอะไรที่ควร ไม่ได้ว่ารัฐบาลไม่ดี แต่เท่าที่ฟังดูมันเป็นไปไม่ได้ว่าการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย จะมีพรรคเดียวคนเดียว มีคนสมัครเลือกตั้งคนเดียว มันไม่เป็นประชาธิปไตย ท่านต้องดูเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการปกครองให้ดี ขอฝากอย่างดีที่สุดที่จะทำได้คือท่านลาออก ท่านเองไม่ใช่รัฐบาลลาออก ท่านเองท่านลาออก ทำไม่ได้ รับหน้าที่ไม่ได้ ตะกี้ที่ปฏิญาณไปดูดีๆ จะเป็นการไม่ได้ทำตามที่ปฏิญาณ ถ้างั้นก็ตั้งแต่ฟังวิทยุเมื่อเช้านี้ กรณีที่อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ตรงนั้นไม่ใช่แห่งเดียว ที่อื่นอีกหลายแห่ง ที่จะทำให้บ้านเมืองล่มจม บ้านเมืองไม่สามารถที่จะรอดพ้นจากสถานการณ์ที่ไม่ถูกต้อง
           ก็ขอให้ท่านไปศึกษาว่าเกี่ยวข้องหรือไม่ ท่านเกี่ยวข้องหรือไม่ แต่ถ้าท่านไม่เกี่ยวข้องท่านลาออกดีกว่า ท่านผู้ที่ไปพูดที่ได้รับหน้าที่ ท่านเป็นผู้ที่มีความรู้ เป็นผู้ที่ต้องทำให้บ้านเมืองดำเนินได้ หรือมิฉะนั้นต้องไปปรึกษากับผู้พิพากษาที่จะเข้ามา ต้องมาประสานศาลฎีกา ท่านที่นี้ก็คงเกี่ยวข้องเหมือนกัน ก็ปรึกษากัน ๔ คน ปรึกษาศาลฎีกาที่จะเข้ามาใหม่ ปรึกษากับท่านก็เป็นจำนวนหลายคนที่มีความรู้ ที่มีความซื่อสัตย์สุจริต ภักดีในหน้าที่ ที่จะทำให้บ้านเมืองมีขื่อมีแป
           ฉะนั้นก็ขอฝาก จะขอบใจมาก ตอนนี้ยุ่ง เพราะว่าถ้าไม่มีสภาผู้แทนราษฎร ไม่มีทางที่จะปกครองแบบประชาธิปไตย ของเรามีศาลหลายชนิดมากมาย และมีสภาหลายแบบ ทุกแบบต้องเข้ากัน ปรองดองกัน และคิดทางที่จะแก้ไขได้ ที่พูดอย่างนี้ ค่อนข้างจะประหลาดหน่อย ที่ขอร้องอย่างนี้ ไม่งั้นเดี๋ยวเขาก็บอกว่าต้องทำมาตรา ๗ มาตรา ๗ ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งขอยืนยันว่ามาตรา ๗ ไม่ได้หมายถึง  มอบให้พระมหากษัตริย์มีอำนาจที่จะทำอะไรตามชอบใจ ไม่ใช่ มาตรา ๗ พูดถึงการปกครองแบบมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไม่ได้บอกว่าให้พระมหากษัตริย์ตัดสินใจทำได้ทุกอย่าง ถ้าทำเขาก็จะต้องว่าพระมหากษัตริย์ทำเกินหน้าที่ ซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยขอ ไม่เคยทำเกินหน้าที่ ถ้าทำเกินหน้าที่ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย
          เขาอ้างถึงเมื่อครั้งก่อนนี้ เมื่อรัฐบาลของอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ตอนนั้นไม่ได้ทำเกินอำนาจของพระมหากษัตริย์ ตอนนั้นมีสภา สภามีอยู่ ประธานสภา รองประธานสภามีอยู่ แล้วก็รองประธานสภาทำหน้าที่ แล้วมีนายกฯ ที่สนองพระบรมราชโองการได้ ตามรัฐธรรมนูญในครั้งนั้น ไม่ได้หมายความว่าที่ทำครั้งนั้นผิดรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ ตอนนั้นก็ไม่ใช่นายกฯ พระราชทาน นายกฯ พระราชทานหมายความว่า ตั้งนายกฯ โดยไม่มีกฎเกณฑ์อะไรเลย ตอนนั้นมีกฎเกณฑ์
          เมื่อครั้งอาจารย์สัญญาได้รับตั้งเป็นนายกฯ เป็นนายกฯ ที่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ คือรองประธานสภานิติบัญญัติ ไม่ได้มีอะไรค้ำอยู่ เพราะงั้นไปทบทวนประวัติศาสตร์หน่อย ท่านก็เป็นผู้ใหญ่ ท่านก็ทราบว่ามีกฎเกณฑ์ที่รองรับ และก็งานอื่นๆ ก็มี แม้จะที่เรียกว่าสภาสนามม้า ก็หัวเราะกัน สภาสนามม้า แต่ไม่ผิด ไม่ผิดกฎหมาย เพราะว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองฯ นายกรัฐมนตรีคืออาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ รับสนองพระบรมราชโองการ ก็สบายใจว่าทำอะไรแบบถูกต้องตามครรลองของรัฐธรรมนูญ แต่คราวนี้เขาจะให้ทำอะไรผิดรัฐธรรมนูญ ใครเป็นคนบอกก็ไม่ทราบ แต่ว่าข้าพเจ้าเองรู้สึกว่าผิด ฉะนั้นขอให้ช่วยปฏิบัติอะไร คิดอะไร ไม่ให้ผิดกฎเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญ จะทำให้บ้านเมืองผ่านพ้นอุปสรรคและมีความเจริญรุ่งเรือง
http://www.ftawatch.org/news/view.php?id=๘๙๕๐

                ๙.  การเพิกถอนการเลือกตั้ง
            การเลือกตั้งในครั้งนี้ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๘ กรณีการดำเนินการของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่เกี่ยวกับ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่ วันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๙ จนถึงปัจจุบัน มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้ เพิกถอนการเลือกตั้ง เพื่อจะได้จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดย ศาลรัฐธรรมนูญ กำหนดการพิจารณาวินิจฉัย ในวันจันทร์ที่๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๙  นั้น
           ผลการพิจารณา กรณีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เสียงข้างมาก จำนวน ๘ ท่าน วินิจฉัยว่า การดำเนินการของ กกต. ดังกล่าว มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เสียงข้างน้อย จำนวน ๖ ท่าน วินิจฉัยว่า การดำเนินการของ กกต. ดังกล่าว ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
          ในส่วนของการพิจารณา เพิกถอนการเลือกตั้ง และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่นั้น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน ๙ ท่าน วินิจฉัยว่า ให้มีการเพิกถอนการเลือกตั้ง และต้องจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการเลือกตั้งทั่วไปใหม่
               ๑๐.  ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ
             พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้กล่าวตอนหนึ่ง ในที่ประชุมข้าราชการ เมื่อวันที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ความว่า  “..วันนี้องค์กรนอกรัฐธรรมนูญไม่ใช่รัฐธรรมนูญ คือ บุคคลซึ่งดูเหมือนมีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ เข้ามาวุ่นวายองค์กรที่มีในระบบรัฐธรรมนูญมากไป มีการไม่เคารพกติกา....”
              ในกรณีนี้ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ ได้มีการตีความจากหลายฝ่ายว่าหมายถึงใคร แม้นักข่าวจะพยายามสอบถาม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้ความกระจ่าง แต่โดยความเข้าใจของหลายฝ่าย คาดกันว่าคงจะหมายถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
๑๑.  จดหมายถึงประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
          ประมาณเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดนครราชสีมา ได้เปิดเผยในรายการ เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร คอนเสิร์ตการเมือง ที่สวนลุมพินีว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้เขียนจดหมายส่วนตัวถึง นายจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ประธานาธิบดี แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีใจความว่า ตนได้รับเลือกตั้งมาอย่างถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตย แต่กลับต้องเผชิญวิกฤตการณ์ทางการเมือง เพราะโดนกลั่นแกล้ง ซึ่งหลายฝ่ายวิจารณ์ว่าไม่เหมาะสม โดยให้เหตุผลว่า เป็นการทำไปเพื่อปกป้องตนเอง
12.          พิพากษาจำคุก กกต.
              ศาลอาญา มีคำพิพากษาว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง ๓ คนประกอบด้วยพล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ประธาน กกต., นายปริญญา นาคฉัตรีย์ และนายวีระชัย แนวบุญเนียร มีความผิดตามพรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งตัดสินให้จำคุก ๔ ปี ตัดสิทธิทางการเมืองไม่รอลงอาญา
ทั้งนี้ คดีดังกล่าว นายถาวร เสนเนียม รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ประธาน กกต., นายปริญญา นาคฉัตรีย์ และนายวีระชัย แนวบุญเนียร กกต.ร่วมกันเป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ และกระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.๒๕๔๑ มาตรา ๒๔ และ มาตรา ๔๒ สืบเนื่องจากกรณี กกต.ทั้ง ๓ คน ได้ร่วมกันจัดการเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตรอบใหม่ เมื่อวันที่ ๒๓ เม.ย.๒๕๔๙ โดยไม่มีอำนาจ และออกหนังสือเวียนถึง ผอ.กต.เขตเลือกตั้ง ให้รับผู้สมัครที่ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งไม่ถึงร้อยละ ๒๐ เปลี่ยนเขตลงสมัครในรอบใหม่ อันเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ผู้สมัครรายเดิมเวียนเทียนลงรับสมัครเลือกตั้งรอบใหม่ เพื่อช่วยให้ผู้สมัครรายเดียวพรรคไทยรักไทย หลีกเลี่ยงเกณฑ์ ร้อยละ ๒๐
13.          เหตุการณ์ปะทะกันของกลุ่มผู้สนับสนุนและต่อต้าน
              เป็นช่วงวิกฤตที่คนไทยมีแนวคิดแตกแยกอย่างเห็นได้ชัดมีเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ที่ทำให้ทุกคนรู้สึกว่าการเมืองไทยไม่นิ่งเช่น เหตุการณ์ที่ ย่านการค้าสีลม เหตุการณ์ที่สยามพารากอน (Siam Paragon) เป็นห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพมหานคร และนับเป็นห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียสยามพารากอนสร้างขึ้นบริเวณโรงแรมสยามอินเตอร์คอนติเนนตัลเดิม (เจ้าของที่ดินคือสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์) ตั้งอยู่ที่ถนนพระรามที่ ๑ ติดกับวังสระปทุม เป็นการลงทุนร่วมกันระหว่างกลุ่มเดอะมอลล์ และ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคารศูนย์การค้าเมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๘สยามพารากอนเป็นอาคารสูง ๘ ชั้น ตัวอาคารจะใช้แก้วตกแต่งเป็นหลัก มีลิฟต์แก้วที่ใช้กระจกทั้งหมดเป็นแห่งแรกของประเทศ(ปัจจุบันได้มีอีกที่หนึ่งคือ เซ็นทรัลเวิลด์) มีจำนวนลิฟต์ทั้งหมด ๒๖ ตัว แบ่งเป็นลิฟต์แก้วแบบใช้กระจกทั้งหมด ๒ ตัว ตั้งอยู่ที่โซน The Jewel (ฝั่งติดกับสยามเซนเตอร์) ลิฟต์แก้วแบบธรรมดา ๒ ตัว ตั้งอยู่ที่โซน Star Dome (ฝั่งติดกับวัดปทุมวนาราม) และลิฟต์ธรรมดา ๒๒ ตัว บันได้เลื่อน ๘๕ ตัว ทางเลื่อน ๔ ตัว มีพื้นที่ใช้สอยประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ตารางเมตร และใช้เงินลงทุนมากกว่า ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท กำลังมีพิธีเปิดปรากฏว่ามีกลุ่มผู้ชุมนุมขับไล่นายกรัฐมนตรีถูกทำร้ายและเหตุการณ์ที่ เซ็นทรัลเวิลด์พลาซาจนไปถึงเหตุการณ์คาร์บอมบ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๔๙ เพื่อที่จะมุ่งสังหาร ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แต่ไม่สำเร็จ
เหตุการณ์รัฐประหาร ๒๕๔๙
          คืนวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) นำโดยพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ได้ทำการรัฐประหาร ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน จากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่อยู่ระหว่างเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา
          ในแถลงการณ์ของคณะรัฐประหาร ได้กล่าวถึงเหตุผลหลักในการทำรัฐประหารไว้ดังนี้
การบริหารราชการแผ่นดินโดยรัฐบาลรักษาการปัจจุบัน ได้ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง แบ่งฝ่าย สลายความรู้รักสามัคคีของชนในชาติ
            การบริหารราชการแผ่นดินอันส่อไปในทางทุจริต ประพฤติมิชอบอย่างกว้างขวาง หน่วยงาน องค์กรอิสระ ถูกครอบงำทางการเมือง
            การหมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแห่งองค์พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงเป็นที่เคารพเทิดทูนของปวงชนชาวไทยบ่อยครั้ง
             โดยได้กล่าวยืนยันว่า ไม่มีเจตนาที่จะเข้ามาเป็นผู้บริหารราชการแผ่นดินเสียเอง และจะได้คืนอำนาจการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข กลับคืนสู่ปวงชนชาวไทยโดยเร็วที่สุด
แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๔ ของไทย พลเอกสุรยุทธ จุลานนท์และใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๔๙ จนกระทั่ง สสร. ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ เสร็จและทำประชามติวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๔๙ cและประกาศใช้รัฐธรรมนูญใน ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก  ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ และกำหนดให้เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร  วันที่๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐
               การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐
             สภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) มีสมาชิกทั้งสิ้น ๔๘๐ คน แบ่งเป็น
              -  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง มี ๔๐๐  คน
              -  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส.ส. แบบสัดส่วน  มี  ๘๐  คน
               การเลือกตั้ง แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง
                - ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง  มี ๔๐๐ คน  มาจาก ส.ส. ของทุกจังหวัดรวมกัน ซึ่งจังหวัดใดมี ส.ส. เท่าใดขึ้นอยู่กับสัดส่วนของจำนวนประชากร และให้แบ่งพื้นที่จังหวัดออกเป็นเขตเลือกตั้ง แต่ละเขตเลือกตั้งมี ส.ส. ๓ คน
-  จังหวัดใดไม่อาจแบ่งเขตให้ได้ ส.ส. ๓ คนทุกเขต ให้แบ่งเขตมี ส.ส. เขตละ ๓ คนก่อน แล้วจึงแบ่งให้ได้ ส.ส. เขตละ ๒ คน
-  จังหวัดที่มี ส.ส. ไม่เกิน ๓ คน ไม่ต้องแบ่งเขตเลือกตั้ง มีทั้งสิ้น ๓๑ จังหวัด
-  จังหวัดที่มี ส.ส. มากกว่า ๓ คน ต้องแบ่งเขตเลือกตั้ง มีทั้งสิ้น ๔๕ จังหวัด
-  กรุงเทพมหานคร มี ส.ส.  ๓๖ คน แบ่งเป็น ๑๒ เขตเลือกตั้ง
-  นครราชสีมา มี ส.ส. ๑๖ คน แบ่งเป็น ๖ เขตเลือกตั้ง
-  สมุทรสงคราม ตราด ระนอง สิงห์บุรี มี ส.ส. จังหวัดละ ๑ คน
การสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง
-  ผู้สมัครต้องสังกัดพรรคการเมือง
-  แต่ละพรรคที่ส่งผู้สมัครจะต้องส่งผู้สมัครให้ครบตามจำนวน ส.ส. ที่จะพึงมีในเขตเลือกตั้งนั้น
-  ผู้สมัครแต่ละเขตจะได้หมายเลขเรียงตามลำดับการสมัคร โดยสมัครพรรคเดียวกันจะได้หมายเลขต่อเนื่องกันไป
-  ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเลือกผู้สมัครได้ไม่เกินจำนวน ส.ส. ที่พึงมีในเขตเลือกตั้งนั้น
การเลือกตั้ง แบบสัดส่วน
เนื่องจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเป็นการเลือกตั้งที่ถือเกณฑ์คะแนนข้างมาก ผู้สมัครที่ได้คะแนนมากสุดเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง แ ละได้เป็นผู้แทน ผู้ที่ได้คะแนนน้อยกว่าแม้จะมีคะแนนจำนวนมากก็จะไม่ได้เป็นผู้แทน  ผู้ได้คะแนนมากที่สุดอาจได้คะแนนน้อยกว่าคะแนนของผู้ไม่ได้รับเลือกรวมกันก็ได้ ผู้ชนะการเลือกตั้งจึงอาจไม่ใช่ผู้ที่คนส่วนมากต้องการเลือก ดังนั้นเพื่อแก้ข้อบกพร่องดังกล่าว รัฐธรรมนูญจึงให้มีการเลือกตั้งแบบสัดส่วนขึ้น เพื่อให้พรรคการเมืองได้มีผู้แทนราษฎรตามสัดส่วนของคะแนนที่พรรคนั้นได้รับ
                การแบ่งเขตแบบสัดส่วน
-  แบ่งเขตประเทศออกเป็น  ๘  เขตเลือกตั้ง (๘ กลุ่มจังหวัด) แต่ละเขตเลือกตั้งต้องมีประชากรใกล้เคียงกันและมี ส.ส. แบบสัดส่วนได้ ๑๐ คน
 เขตเลือกตั้งที่ ๑ (กลุ่มจังหวัดที่ ๑) ได้แก่ แม่ฮ่องสอน , เชียงใหม่,เชียงราย,พะเยา,น่าน,แพร่,ลำปาง,ลำพูน,สุโขทัย,ตาก,กำแพงเพชร
 เขตเลือกตั้งที่ ๒ (กลุ่มจังหวัดที่ ๒) ได้แก่ อุตรดิตถ์,พิษณุโลก,พิจิตร,นครสรรค์,อุทัยธานี,ลพบุรี,เพชรบูรณ์,ชัยภูมิ,ขอนแก่น
 เขตเลือกตั้งที่ ๓ (กลุ่มจังหวัดที่ ๓) ได้แก่ อำนาจเจริญ,มุกดาหาร,นครพนม,สกลนคร,กาฬสินธุ์,มหาสารคาม,หนองคาย,อุดรธานี,หนองบัวลำภู,เลย
 เขตเลือกตั้งที่ ๔ (กลุ่มจังหวัดที่ ๔) ได้แก่ บุรีรัมย์,สุรินทร์,ศรีสะเกษ,อุบลราชธานี,ยโสธร,ร้อยเอ็ด
 เขตเลือกตั้งที่ ๕ (กลุ่มจังหวัดที่ ๕) ได้แก่ สระแก้ว,นครราชสีมา,ปทุมธานี,นครนายก,ปราจีนบุรี,ฉะเชิงเทรา,ชลบุรี,ระยอง,จันทบุรี,ตราด
 เขตเลือกตั้งที่ ๖ (กลุ่มจังหวัดที่ ๖) ได้แก่ กรุงเทพมหานคร,นนทบุรี,สมุทรปราการ
 เขตเลือกตั้งที่ ๗ (กลุ่มจังหวัดที่ ๗) ได้แก่ ระนอง,ชุมพร,ประจวบคีรีขันธ์,เพชรบุรี,ราชบุรี,สมุทรสงคราม,สมุทรสาคร,นครปฐม,กาญจนบุรี,สุพรรณบุรี,ชัยนาท,สิงห์บุรี,อ่างทอง,พระนครศรีอยุธยา,สระบุรี
 เขตเลือกตั้งที่ ๘ (กลุ่มจังหวัดที่ ๘) ได้แก่ สุราษฎร์ธานี,พังงา,ภูเก็ต,กระบี่,นครศรีธรรมราช,ตรัง,พัทลุง,สตูล,สงขลา,ปัตตานี,ยะลา,นราธิวาส (จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๐
แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๕ ของไทย
ดูบทความหลักที่ สมัคร สุนทรเวช
ดูบทความหลักที่ คณะรัฐมนตรีคณะที่ ๕๗ ของไทย
ปฏิบัติการไทยคู่ฟ้า ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๑ : วันเผด็จศึก
พันธมิตร ปะทะ นปช. ๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๑
นปก.กำลังปะทะกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ตำรวจตรึงกำลังรักษาความปลอดภัยให้กับทั้ง ๒ ฝ่าย
เมื่อช่วง ๑๘.๐๐ น. ๑ ก.ย. นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท นายชินวัตร หาบุญพาด พ.ต.ท.สุรทิน พิมานเมคินทร์ ส.ส.อุดรธานี พรรคพลังประชาชน นายอดิศร เพียงเกษ อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย พร้อมแกนนำ นปช. เปิดเวทีปราศรัยสนับสนุนการทำงานของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาล พร้อมโจมตีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ยึดทำเนียบรัฐบาล มีผู้ร่วมการชุมนุมประมาณ ๒,๐๐๐ คนจนถึงช่วง ๐๐.๑๐ น. วันที่ ๒ ก.ย. กลุ่มนปช. กว่า ๒,๐๐๐ คน ส่วนใหญ่สวมเสื้อแดง บ้างโพกผ้าแดง ตั้งแถวนำชายฉกรรจ์ขับขี่รถจักรยานยนต์นำหน้าจำนวนประมาณ ๒๐ คัน บีบสัญญาณแตรตลอดเส้นทาง และกลุ่มชายฉกรรจ์เดินเท้าอีกกลุ่มใหญ่ซึ่งบางส่วนมีอาการมึนเมาและดื่มสุรา พร้อมอาวุธไม้นานาขนาด แท่งเหล็ก ก้อนอิฐ มีดดาบและอาวุธอื่น ๆ โดยมีรถบรรทุก ๖ ล้อ ขับตามหลังขบวน ๒ คัน มีนายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท กรรมการบริหาร นปช. เคลื่อนขบวนจากเวทีปราศรัยที่ท้องสนามหลวงไปตามถนนราชดำเนินเพื่อเดินทางไปยังสะพานมัฆวานบริเวณที่กลุ่มพันธมิตรตั้งเวทีขับไล่รัฐบาล
๐๐.๓๐ น. กลุ่มนปช.เดินทางมาถึงจุดสกัดตำรวจที่ตั้งแถวบริเวณหน้า สน.นางเลิ้งประจันหน้ากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยกลุ่ม นปช.ใช้เวลาประมาณ ๕ นาที ก็สามารถฝ่าด่านไปได้ ต่อมากลุ่มนปช.เดินทางมาถึงบริเวณสี่แยกจปร.กลุ่มชายฉกรรจ์ได้ขับจยย.ไล่ชนแผงกั้นของตำรวจที่ตั้งแถวปิดถนนไว้อีกชั้นหนึ่ง โดยกลุ่มชายฉกรรจ์เดินตามมาสมทบพยายามผลักดันแผงเหล็กกั้น แต่ทางตำรวจพยายามยื้อดันไว้เพื่อไม่ให้ นปช.ฝ่าเข้าไปแต่ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ที่มีกำลังมากกว่าผลักจนตำรวจเซจนเปิดทางให้กลุ่ม นปช.ขับรถบรรทุก ๖ ล้อ ผ่านเข้าด่านสองบริเวณกรมแผนที่ทหารและใช้วีธีเดียวกันกับวิธีแรกผ่านด่านตำรวจ และวิ่งกรูกันเข้าไปที่บริเวณสะพานมัฆวานสถานที่ตั้งของการ์ดพันธมิตร ซึ่งได้มีการนำยางรถยนต์ ลวดหนามและสิ่งกีดขวางต่าง ๆ มาบล็อกไว้อย่างหนาแน่นด้านฝั่งพันธมิตรเมื่อทราบว่ากลุ่ม นปช.จะเคลื่อนขบวนมายึดทำเนียบ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตร ได้กล่าวบนเวทีบอกกับผู้ชุมนุมให้ไปช่วยกันตรึงกำลังกั้นกลุ่มนปช.ที่สะพานมัฆวาน โดยกลุ่มพันธมิตรซึ่งส่วนใหญ่เป็นชายฉกรรจ์ได้ทยอยออกจากทำเนียบพร้อมคว้ามีด ไม้หน้าสาม ไม้กอลฟ์ เหล็กแป๊บ และหมวกกันน๊อคไปสมทบกับการ์ดกว่า ๑,๐๐๐ คน เพื่อรักษาพื้นที่ เมื่อกลุ่ม นปช.ฝ่าแนวกั้นตำรวจด่านสุดท้ายที่หน้า บก.ทบ.ได้ ก็ตรงเข้าปะทะกับกลุ่มพันธมิตรพร้อมอาวุธครบมือ ที่ฝ่าแนวกั้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจสำเร็จ จนเกิดความโกลาหลชุลมุนวุ่นวาย ทั้งสองฝ่ายต่างระดมมีด ไม้ เหล็ก ดามธง หนังสติ๊ก ตีรันฟันแทง พร้อมมีเสียงคล้ายประทัดหรือปืนดังติดต่อกันเป็นชุดราว ๕ นัด และมีเสียงดังกล่าวอีกเป็นระยะๆ รวมเวลาที่ทั้งสองฝ่ายปะทะกันนานประมาณ ๓๐ นาที กลุ่ม นปช.ต้านกลุ่มพันธมิตรไม่ไหวมีกลุ่ม นปช.เพลี่ยงพล้ำหลายรายทำให้ถูกกลุ่มพันธมิตรรุมทำร้ายจนสลบเหมือด เป็นเหตุทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย หลังการปะทะกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจพบปลอกกระสุนปืนขนาด ๙.มม. ๒ ปลอก ตกอยู่บริเวณโค่นต้นไม้หน้าองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้และฝั่งตรงข้ามอีก ๑ ปลอก ขณะที่ กลุ่ม นปช.ได้นำเต๊นท์ประมาณ ๒๐ เต๊นท์มากลางที่หน้า บก.ทบ หลังแนวกันของตำรวจ เพื่อปักหลักชุมนุมระยะยาว ส่วนทางฝ่ายพันธมิตรก็ถอยไปตรึงกำลังอยู่ที่สะพานมัฆวาน
ในเวลา ๐๑.๔๐ น. ตำรวจเพิ่มกำลังเข้ามาอีก ๓ กองร้อยและตั้งแถวกั้นผู้ชุมนุม ๒ ฝั่ง โดยฝั่งที่ประชิดกลุ่มนปก.จัดเป็น ๓ แถว และฝั่งประชิดพันธมิตรตั้งเป็น ๔ แถว สถานการณ์คลี่คลายลงเล็กน้อย ฝ่ายนปก.ปักหลักอยู่หน้าสนามมวยราชดำเนิน ส่วนพันธมิตรอยู่ในทำเนียบรัฐบาล
เวลา ๐๒.๓๐ น. มีนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.พรรคพลังประชาชน และนายศุภชัย โพสุ ส.ส.นครพนม พรรคพลังประชาชน อยู่ในกลุ่ม นปช.บริเวณหน้าร้านลิขิตไก่ย่าง
เวลา ๐๒.๔๕ น. ทหาร ๔ กองร้อยจากทหารราบ ๑๑ และพันราบ มณฑลทหารบกที่ ๑๑ ยกกำลังออกมาเสริมการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ โดยตั้งแถวประจำการอยู่ตรงกลางระหว่างตำรวจที่กั้นผู้ชุมนุมสองฝั่ง
เวลา ๐๓.๐๐ น. มีรายงานผู้เสียชีวิต ๑ ราย บาดเจ็บกว่า ๔๐ ราย จากการปะทะกันดังกล่าวภายหลังเกิดเหตุการณ์ปะทะกั้นผ่านไปประมาณ ๑ ชั่วโมง พล.ต.ต.สุชาติ เหมือนแก้ว รองผบช.น. พล.ต.ต.พงษ์สันต์ เจียมอ่อน รองผบช.น. พ.ต.อ.ปรีชา ธิมามนตรี รองผบก.ศส.บช.น. เดินทางมาที่เกิดเหตุ พล.ต.ต.สุชาติ ได้เรียกตำรวจปราบจลาจลที่ยืนรอคำสั่งการจากผู้บังคับบัญชาอยู่ทั้งสองจุดมาตั้งแถว โดยบอกว่าตนเป็นผู้บังคับเหตุการณ์ พร้อมนำกำลังตำรวจไปยืนกำแพงกั้นกลางเพื่อมิให้ปะทะกันรอบสอง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.)พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผบ.ตร. รักษาราชการแทน ผบช.น. เดินทางมาที่เกิดเหตุ พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวว่าขอให้ใจเย็นๆเห็นการณ์ที่เกิดขึ้นตำรวจดูแลได้ และขอความร่วมมือทหารขอกำลังจากองทัพภาค ๑ มาช่วยตรึงกำลังบริเวณจุดที่มีการปะทะกัน เมื่อถามว่าจำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือไม่ พล.ต.อ.พัชรวาทกล่าวว่า ยังไม่ถึงขั้นนั้น จากนั้น พล.ต.ท.พัชรวาท ไปดูกล้องของสถานีโทรทัศน์ช่อง ๙ ที่จับภาพถ่ายทหารแต่งกายเต็มยศสวมหมวกไบเล่ ถือโทรโข่งไม่ทราบสังกัดที่เป็นผู้ควบคุมการ์ดในกลุ่มพันธมิต
เวลา ๐๕.๔๕ น. พล.ต.อ.จงรัก แถลงที่ บช.น.ถึงเหตุการณ์ปะทะว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมสถานการณ์ทั้งหมดไว้ได้แล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตำรวจพยายามทำทุกวิธีทางเพื่อแยกทั้งสองฝ่ายออกจากกันโดยหลีกเลี่ยงการปะทะ เรื่องที่เกิดขึ้นตำรวจมีแต่โล่ทำได้เพียงแค่ดันไว้เท่านั้น เมื่อถามว่าการที่ขอกำลังทหารมาช่วยเพราะไม่สามารถคุมสถานการณ์ได้ พล.ต.อ.จงรัก กล่าวว่า ทหารออกมาก็มีแต่โล่ไม่มีอาวุธ ตำรวจคุมได้ทหารแค่มาเสริมขณะที่นายวิภูแถลง ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการโทรทัศน์ว่า แกนนำกลุ่ม นปช.ประกอบด้วยนายชินวัตร หาบุญพาด นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นายจรัล ดิษฐากุล ที่ได้นำกลุ่มนปช.ออกมาเคลื่อนไหวเพราะต้องการใช้จิตวิทยาให้กลุ่มพันธมิตรออกจากทำเนียบรัฐบาล เราอึดอัดไม่ได้ใช้ความรุนแรง รับไม่ได้เนื่องจากทั้ง ๙ แกนนำมีความผิด มีหมายจับและยังพยายามยุยงให้คนไทยออกมาขับไล่รัฐบาลที่ได้มาจากการเลือกตั้ง
ต่อมาในเวลา ๐๗.๐๐ น. นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเขตกรุงเทพมหานคร เนื่องจาก มีกลุ่มบุคคลดำเนินการให้เกิดความวุ่นวาย กระทบความเรียบร้อยต่อประชาชนและความมั่นคงของรัฐ กระทบต่อการพัฒนาประชาธิปไตย จึงต้องแก้ไขปัญหาให้สิ้นสุดโดยเร็ว พร้อมมีคำสั่งนายกรัฐมนตรี ให้ ผู้บัญชาการทหารบก เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบตาม พระราชกำหนด และ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นรองหัวหน้า จนกว่าเหตุการณ์จะสงบ ห้ามชุมนุมตั้งแต่ ๕ คนเป็นต้นไปหรือกระทำอันยุยงขัดต่อความสงบห้ามเผยแพร่ข้อความให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว จนกระทบความมั่นคงของรัฐ และความสงบทั่วราชอาณาจักรห้ามใช้เส้นทางคมนาคม ยานพาหนะ ตามที่กำหนดห้ามใช้อาคาร และให้อพยพประชาชนออกจากอาคารหรือให้ไปอยู่อาคารตามที่กำหนด
 การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน
สถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีรายงานข่าวการใช้พรก.ฉุกเฉิน
               นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ประกาศใช้ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเขตกรุงเทพมหานคร วันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๑ สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย รายงานว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเขตกรุงเทพมหานคร เนื่องจากมีกลุ่มบุคคลดำเนินการให้เกิดความวุ่นวาย กระทบความสงบเรียบร้อยต่อประชาชนและความมั่นคงของรัฐ กระทบต่อการพัฒนาประชาธิปไตย จึงต้องแก้ไขปัญหาให้สิ้นสุดโดยเร็ว พร้อมมีคำสั่งนายกรัฐมนตรีให้ ผบ.ทบ. เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบตามพระราชกำหนดจนกว่าสถานการณ์จะสงบ ดังมีรายละเอียดดังนี้
ห้ามมีการชุมนุมตั้งแต่ ๕ คนเป็นต้นไป หรือกระทำอันยุยงขัดต่อความสงบ
ห้ามเผยแพร่ข้อความให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว จนกระทบความมั่นคงของรัฐ และความสงบทั่วราชอาณาจักร
ห้ามใช้เส้นทางคมนาคม ยานพาหนะ ตามที่กำหนด
ห้ามใช้อาคารและให้อพยพประชาชนออกจากอาคาร หรือให้ไปอยู่อาคารตามที่กำหนด
ให้อพยพออกจากพื้นที่ที่กำหนดเพื่อความปลอดภัยของประชาชน หรือห้ามผู้ใดเข้าไปในพื้นที่ ทั้งนี้ ตามที่หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินกำหนด

สมัครสิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรี
วันอังคารที่ ๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๑ ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ ๙ ต่อ ๐ เสียง วินิจฉัยให้ นายสมัคร สุนทรเวช พ้นสภาพจากการเป็นนายกรัฐมนตรี ในคดีจัดรายการ ชิมไปบ่นไป และ ยกโขยง ๖ โมงเช้า ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๖๗ จนต้องสิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรีทันที
การประชุมสภาผู้แทนราษฏรเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่
ในวันที่๑๒ กันยายน ๒๕๕๑ ได้มีการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่สส.พรรคพลังประชาชน ไม่เข้าร่วมประชุม จึงไม่ครบองค์ประชุม ต้องเลื่อนออกไป เป็นวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๑ และในวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๑ บุคคลที่ได้รับการคัดเลือกจากรัฐสภาให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยผลการลงคะแนนปรากฏว่านายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้ ๒๙๘ เสียง ส่วนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้ ๑๖๓ เสียง งดออกเสียง ๕ เสียง ทำให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้รับคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งตามรัฐธรรมนูญ จึงได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๖ ของประเทศไทย นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ทำพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ที่บ้านพัก
คณะรัฐมนตรีคณะที่ ๕๘ ของไทย นายสมัคร สุนทรเวช ยื่นใบลาออกจากหัวหน้าพรรคพลังประชาชน
                เหตุการณ์พันธมิตรปิดล้อมรัฐสภา ๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑
การสลายการชุมนุมหน้าอาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ โดยเช้ามืดวันที่ ๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เคลื่อนขบวนจากทำเนียบรัฐบาล เข้าปิดล้อมทางเข้าออกรัฐสภาโดยไม่ให้สส. สว. เข้ารัฐสภาโดยมีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ผู้ได้รับเลือกตด้วยคะแนนเสียง ๒๙๘ เสียงให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาที่สั้นที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย การแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เริ่มต้นเวลา ๐๙.๓๐ น.แต่ปรากฎว่าไฟดับดังนั้น ในรัฐสภามีการใช้กระแสไฟฟ้าสำรอง หลังจากไฟฟ้าในรัฐสภาถูกตัด และในที่ประชุมก็ปิดแอร์เพื่อประหยัดกระแสไฟฟ้า ในห้องประชุมอุณหภูมิ ๒๘.๔ องศา สมาชิกบางคนถึงกับถอดเสื้อนอก บางคนใช้พัด เพราะอากาศร้อน แม้จะมีการตัดกระแสไฟฟ้าภายในอาคารรัฐสภาอีกครั้งเมื่อเวลา ๑๒.๔๕ น. แต่สมาชิกก็ยังคงเดินหน้าประชุมต่อไปโดยใช้เครื่องกำเนิดไฟสำรองจนในที่สุด นายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรี ได้แถลงขอบคุณสมาชิกแทนนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์  จากนั้นนายชัย ชิดชอบได้สั่งปิดการประชุมเมื่อเวลา ๑๒.๕๗ น. โดยใช้เวลาการพิจารณานโยบายเพียง ๓ ชั่วโมงครึ่ง และมีสมาชิกอภิปรายเพียง ๕ คน เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
เหตุการณ์สำคัญของการเมืองไทย ในวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ได้แก่การสลายการชุมนุมหน้าอาคารรัฐสภา โดยมีกลุ่มพันธมิตรทำการปิดล้อมอาคารรัฐสภาทำให้ตำรวจป้องกันอย่างหนักและได้ยิงแก๊สน้ำตาหลายนัดเข้าผู้ชุมชุม โรงพยาบาลรามาธิบดีเปิดเผยข้อมูลว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บ มารักษาเพิ่มมากขึ้น และมีอาการรุนแรงมากขึ้น และมีผู้เสียชีวิตแล้ว เป็นหญิง ๑ ราย แต่ยังไม่ทราบสาเหตุการตายที่แน่ชัด ต้องรอให้ฝ่ายนิติเวช เข้าพิสูจน์ศพก่อน
           แกนนำพันธมิตรฯรุ่นที่ ๒ นำโดย นายศิริชัย ไม้งาม นายสาวิทย์ แก้วหวาน และนายสำราญ รอดเพชร  นำมวลชน ชุมนุมต่อเนื่องหน้ารัฐสภาเพื่อไม่ให้รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และในเวลาประมาณ ๐๖.๒๐ น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้แก๊สน้ำตาเพื่อสลายการชุมนุมของกลุ่ม พันธมิตร มีผู้บาดเจ็บ ณ เวลา ๑๒.๐๐ น. วันที่ ๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ที่ ๔๕๕ คน เสียชีวิต ๒ คน ยังนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล ๘๒ คน
          ส่วนทางด้านพลตรีจำลอง ศรีเมือง ศาลอาญายกคำร้องพันธมิตรฯ ขอให้พิพากษาปล่อยตัว พลตรีจำลอง ศรีเมือง เพราะเห็นว่าหมายจับของตำรวจอยู่ในระหว่างการเพิกถอนหมายจับของศาลอุทธรณ์
ในวันเดียวกันกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ระดมพลเข้ากรุงเทพมหานครครั้งใหญ่
พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ประกาศลาออกจากรองนายกรัฐมนตรี โดย ได้มีหนังสือเป็นบันทึกข้อความส่งถึงสำนักนายกรัฐมนตรี ส่งถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีเพื่อรับผิดชอบในกรณีสลายพันธมิตร

วันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๕๑
เมื่อเวลาประมาณ ๐๖.๑๕ น. เที่ยวบินที่ TG๑๐๔๐ ท่าอากาศยานดอนเมือง มุ่งตรงไปยังท่าอากาศยาน จ.ขอนแก่น กัปตันเครื่องบินปิดประตูเครื่องบินปฏิเสธรับ ส.ส.ของพรรคพลังประชาชนขึ้นเครื่อง โดย ส.ส.คนดังกล่าว คือ นางฟาริดา สุไลมาน ส.ส.สุรินทร์ เขต ๑ พรรคพลังประชาชนทั้งนี้ ก่อนที่กำหนดเครื่องจะออก กัปตันคนดังกล่าวได้ตรวจสอบรายชื่อผู้โดยสาร จากนั้นเมื่อพบว่ามีชื่อ ส.ส.พลังประชาชนด้วย กัปตันในชุดเต็มยศ จึงออกมายืนที่งวงทางเชื่อมเข้าเครื่อง พร้อมกับประกาศให้ทราบว่า “เที่ยวบินนี้ไม่รับทรราช เที่ยวบินนี้ไม่รับ ส.ส.พลังประชาชน และนักการเมืองที่ทำร้ายประชาชนขึ้นเครื่อง ผมจะไม่รับพวกคุณขึ้นเครื่องตลอดชีวิต” ต่อมาในเวลาประมาณ ๐๙.๐๐ น. เที่ยวบินการบินไทยที่ ๑๐๐๒ ดอนเมือง-อุดรธานี ซึ่งจะออกเดินทางในเวลา ๐๙.๒๕ น. กัปตันและนักบินก็ประกาศที่จะไม่รับ ส.ส.พลังประชาชน ๒ คน ประกอบไปด้วย นายไชยา พรหมมา ส.ส.หนองบัวลำภู พรรคพลังประชาชน และนางชมพู จันทาทอง ส.ส.หนองคาย เขต ๑ พรรคพลังประชาชน ขึ้นเครื่องด้วยเช่นกัน อนึ่ง หลังจากที่วานนี้ ( วันที่ ๗ ต.ค. ๒๕๕๑) หลังจากรัฐบาลได้สั่งการให้ตำรวจใช้ความรุนแรงในการสลายผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่บริเวณรัฐสภา และลานพระบรมรูปทรงม้า โดยเริ่มต้นปฏิบัติการตั้งแต่เช้าตรู่ จนส่งผลให้มีผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บเกือบ ๔๐๐ คน และเสียชีวิต ๓ คนนั้น มีรายงานข่าวว่า สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจทั่วประเทศ ทั้งการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) และสหภาพแรงงานบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เตรียมนัดหยุดงานเพื่อเข้าร่วมการชุมนุมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และมีมาตรการตอบโต้ หลังจากรัฐบาลใช้ความรุนแรงเข้าสลายการชุมนุมฯ
วันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๑
ศาลอุทธรณ์ถอนหมายจับข้อหากบฏ ๙ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่ศาลอุทธรณ์ยังคงหมายจับข้อหาผู้ใดกระทำการเพื่อให้เกิดการปั่นป่วนกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๗ ปี มาตรา ๑๑๖ ข้อหามั่วสุมกันตั้งแต่ ๑๐ คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และเมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมให้เลิกแล้วไม่เลิก ระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๓ ปี หรือปรับไม่เกิน ๖ พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา ๒๑๖ และ ๒๑๕
ศาลอนุมัติให้พลตรีจำลอง ศรีเมือง และนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ประกันตัว โดยใช้ตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาของนายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ในการยื่นขอประกันตัว โดยศาลพิเคราะห์แล้วอนุญาตให้ประกันตัว พลตรีจำลอง ศรีเมือง และนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ได้โดยตีราคาประกันคนละ ๑ แสนบาท และไม่มีเงื่อนไข
เมื่อเวลา ๑๘.๔๐ น. ตุลาการศาลปกครองกลาง ได้มีคำสั่ง ให้กำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองให้ผู้ฟ้องคดีที่หกโดยมีคำสั่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติหากจะกระทำการใด ๆ ต่อผู้เข้าร่วมชุมนุม ต้องดำเนินการเท่าที่จำเป็นโดยคำนึงถึงความเหมาะสมมีลำดับขั้นตอนตามหลักสากล ที่ใช้ในการสลายการชุมนุมของประชาชน และให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติบังคับบัญชาเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งศาล และให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจหน้าที่ของตนดำเนินการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติปฏิบัติตามมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองชั่วคราวตามคำสั่งศาล จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น
วันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๑
ตำรวจให้ประกัน ๗ แกนนำพันธมิตรฯโดยไม่มีเงื่อนไข วันที่ ๑๐ ต.ค. ๒๕๕๑  ที่ สถานีตำรวจนางเลิ้ง ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการเข้ามอบตัวของ ๗ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกอบด้วย นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายพิภพ ธงไชย นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์นายสุริยะใส กตะศิลา นายอมร อมรรัตนานนท์ และนายเทิดภูมิ ใจดี หลังจากเมื่อเช้าที่ผ่านมา ได้เข้ามอบตัวเพื่อต่อสู้คดีต่อมา เมื่อเวลา ๑๒.๔๐ น. นายสุริยใส กตะศิลา แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เปิดเผยภายหลังได้รับการประกันตัวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้อนุญาตให้แกนนำทั้ง ๖ คนให้ประกันตัวได้ โดยไม่มีเงื่อนไข โดยมีนายประกัน ๓ คน คือนายคำนูณ สิทธิสมาน นายสาย กังกเวคิน และนายไพบูลย์ นิติตะวัน ซึ่งบุคคลทั้ง ๓ เป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในวงเงินหลักทรัพย์ค้ำประกันคนละ ๑ แสนบาท แต่ในส่วนของนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เป็น ส.ส. มีเอกสิทธิ์คุ้มครองตัวเองอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม พันธมิตรฯยังคงจะเดินหน้าทวงถามความชอบธรรมกับการสลายการชุมนุมของตำรวจเมื่อวันที่ ๗ ต.ค. ๒๕๕๑ ต่อไป ซึ่งล่าสุดได้รับรายงานว่ามีผู้สูญหายกับเหตุการณ์กว่า ๑๐ ราย ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียด
อัยการยื่นศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดยุบพรรคพลังประชาชนส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว โดยความเห็นของอัยการเห็นควรเสนอให้ยุบพรรคพลังประชาชน และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคโดยขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบสำนวนคำร้องที่จะยื่นต่อศาล
ดัชนีราคาหลักทรัพย์ปรับตัวลดลงต่ำสุด
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประกาศพักการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นการชั่วคราว ๓๐ นาที ตั้งแต่เวลา ๑๔.๓๕ น. ถึง ๑๕.๐๕ น. เนื่องจากดัชนีราคาหลักทรัพย์ปรับตัวลดลงจากดัชนีราคาปิดวันทำการก่อนหน้าร้อยละ ๑๐.๐๒ (๕๐.๐๘ จุด) ซึ่งนับเป็นประกาศพักการซื้อขายครั้งที่ ๒ ของประเทศไทย หลังจากวันที่ ๑๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๙
เหตุการณ์สำคัญช่วงพันธมิตรบุกยึดทำเนียบรัฐบาล
ในวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๑  พันธมิตรปฏิบัติการ “สงครามครั้งสุดท้าย” โดยการนำกำลังมวลชนบุกทำเนียบรัฐบาล และขยายวงมาบุกยึดสนามบินดอนเมือง และวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ พันธมิตรบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิอย่าง่ายโดยปราศจากการป้องกันจากกองทัพ และเช้าวันรุ่งขึ้น พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการกองทัพบกเสนอให้รัฐบาลยุบสภาและให้พันธมิตรออกจากสนามบิน แต่ นายกรัฐมนตรีสมชายปฏิเสธไม่ยุบสภาและไม่ลาออกพร้อมทั้งประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมืองในวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ และให้ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้กำกับดูแลแทนพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการกองทัพบก
                วันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ ศาลรัฐธรรมนูญนัดตรวจพยานของ ๓ พรรคการเมืองคือ พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ในคดี “ยุบพรรค” และวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๑ ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดให้๓ พรรคการเมืองแถลงปิดคดีด้วยวาจา [1]การแถลงปิดคดีครั้งนี้ “บรรหารศิลปะอาชา”หัวหน้าพรรคชาติไทยนั้นถึงขั้นยกมือไหว้ศาลขอความเมตตาส่วน”อนงค์วรรณ เทพสุทิน”หัวหน้ามัชฌิมาธิปไตยก็แถลงปิดคดีด้วยน้ำตา ในขณะที่พรรคพลังประชาชนไม่ส่งตัวแทนมา แต่หลังจากจบการแถลงปิดคดีไม่ถึง ๑ ชั่วโมงศาลรัฐธรรมนูญก็อ่านคำตัดสินทันทียุบพรรคการเมือง ๓ พรรค
                และจาการยุบพรรคการเมืองของศาลรัฐธรรมนูญทำให้นายสมชาย  วงศ์สวัสดิ์ หลุดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย
                แต่อย่างไรก็ตามถ้าพิจารณา ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล มีจำนวน ส.ส. ดังนี้ พรรคพลังประชาชน ส.ส.เขตและสัดส่วนหายไป ๑๕ คน เพราะเป็นกรรมการบริหารพรรค คงเหลือ ส.ส. จำนวน ๒๐๘ เสียง ส่วนพรรคชาติไทยหายไป ๑๙ เสียงเหลือ ๑๕ เสียง และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ๑๑ เสียง พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ๙ เสียง และพรรคประชาราช ๕ เสียง รวม ๒๗๒   เสียง ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์มรเสียง  ๑๖๕ สียง  ตัวเลข ส.ส. ทั้งสภา ณ วันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๑ มี ๔๓๗ เสียง (ตามรัฐธรรมนูญ มี๔๘๐ เสียง )
                การประกาศยุบพรรคการเมืองยังผลให้ต้องเปลี่ยนชื่อพรรคใหม่ โดยมีการเปลี่ยนชื่อดังนี้

ชื่อเดิม
ชื่อปัจจุบัน
ชื่อเปลี่ยนหลังคดียุบพรรค
หมายเหตุ
พรรคไทยรักไทย
พรรคพลังประชาชน
พรรคเพื่อไทย
คดียุบพรรค ๒ ธ.ค.๕๑
พรรคชาติไทย
พรรคชาติไทย
พรรคชาติไทยพัฒนา
คดียุบพรรค ๒ ธ.ค.๕๑
พรรคมัชฌิมาธิปไตย
พรรคมัชฌิมาธิปไตย
พรรคภูมิใจไทย
คดียุบพรรค ๒ ธ.ค.๕๑
ตามรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๕๐ มาตรา ๑๐๖(๘) ส.ส.ต้องสังกัดพรรคภายใน ๖๐ วัน

นายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๕ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๖นายสมชาย  วงศ์สวัสดิ์พบปัญหาวิกฤตทางการเมืองเนื่องมาจากถูกมองว่า เป็นนอมินีของอดีต พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๓ คอยบงการอยู่เบื้องหลังและการประกาศยืนกรานว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ทำให้เกิดปัญหาทางการเมืองมากมายและที่สำคัญคือการรวมตัวของการเมืองภาคพลเมืองที่เข้มแข็งของกลุ่มพันธมิตร โดยเริ่มประท้องตั้งแต่วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๑ จนถึงวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๕๑ รวมเวลา ๑๙๒ วัน โดยแกนนำกลุ่มพันธมิตรแถลงการณ์ฉบับที่ ๒๗/๒๕๕๑เรื่อง “ประกาศชัยชนะของประชาชน”[2]  กลุ่มพันธมิตรยืนยันถึงชัยชนะในเป้าหมาย ๒ เรื่องคือ
๑.  ชัยชนะในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นผลสำเร็จจนทำให้เกิดการยุบพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลถึง ๓ พรรคการเมือง
๒.    การขับไล่รัฐบาลทรราช มาตกร หุ่นเชิดชุดนี้ได้เป็นผลสำเร็จ
การเมืองไทยเปลี่ยนถ่ายไปยังกลุ่มที่มีอำนาจสนับสนุน การเมืองที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย เรากลับมาทบทวนว่าการเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยประชาชนต้องมีบทบาทอย่างไร

1 ความคิดเห็น: